โดยเฉพาะปี 2553 ที่การเปิดเสรีสินค้าภายใต้กรอบเสรีการค้าอาเซียน (อาฟตา) มากกว่า 8,000 รายการ ทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมจะถูกลดภาษีเป็น 0% ยกเว้นรายการสินค้าอ่อนไหวที่แต่ละประเทศสมาชิกสงวนการลดภาษีเหลือเพียง 5%
รายการสินค้าอ่อนไหวของไทย ประกอบด้วย กาแฟ มะพร้าวแห้ง ไม้ตัดดอก มันฝรั่ง จะลดภาษีสูงสุดเหลือ 5% เท่านั้น นอกนั้นลดภาษีเหลือ 0% ทั้งหมด โดยเฉพาะสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าว ปาล์มน้ำมัน น้ำตาล ถั่วเหลือง ฯลฯ
ด้านการเปิดเสรีสินค้าภาคบริการนั้น ตามแผนอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ จะเร่งรัดเปิดเสรีภาคการค้าการบริการและการลงทุนใน 4 สาขา เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 โดย 4 สาขาที่เร่งรัด คือ ขนส่งทางอากาศ ท่องเที่ยว สุขภาพ อี-อาเซียน คือ สาขาโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ มีเป้าหมายให้นักลงทุนอาเซียนสามารถถือหุ้นได้ 70% ภายในปี 2553
สาขาโลจิสติกส์ เป็นสาขานำร่องที่เพิ่มเข้ามา มีเป้าหมายให้นักลงทุนประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถถือหุ้นได้ 70% ในปี 2556 และบริการทั้งหมดมีเป้าหมายให้นักลงทุนประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถถือหุ้นได้สูงสุด 70% ในปี 2558
ส่วนสาขาบริการด้านธุรกิจ (Business Services) ประกอบด้วย บริการด้านวิชาชีพ อาทิ หมอ พยาบาล วิศวกร บริการด้านคอมพิวเตอร์ บริการวิจัยและพัฒนา บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ บริการเช่า/เช่าซื้อ สังหาริมทรัพย์ และบริการด้านธุรกิจอื่นๆ อาเซียนได้จัดทำข้อตกลงยอมรับร่วม เป็นการยอมรับร่วมในเรื่องคุณสมบัติของผู้ให้บริการ เช่น ด้านการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน ใบอนุญาตของวิศวกรรม พยาบาล สถาปัตยกรรม แพทย์ และทันตแพทย์ สามารถเข้าไปทำงานในประเทศสมาชิกอาเซียนได้อย่างคล่องตัว
ทั้งนี้ ยังไม่รวมข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่อาเซียนทำไว้กับประเทศคู่เจรจาการค้า ไม่ว่าจะเป็น เอฟทีเอกรอบอาเซียน-จีน กรอบอาเซียน-ญี่ปุ่น กรอบอาเซียน-เกาหลี กรอบอาเซียน-ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และกรอบอาเซียน-อินเดีย ที่มีการเปิดเสรีสินค้าบริการและการลงทุนระหว่างกัน
อย่างไรก็ตาม แม้การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนโดยการเปิดเสรีการค้าและบริการเกือบทุกด้าน ที่ทุกประเทศกำลังดำเนินการตามแผนงานเพื่อให้บรรจุเป้าหมายเดียวกันนั้น จะส่งผลดีทำให้ภูมิภาคอาเซียนเข้มแข็งที่จะดึงดูดความสนใจจากประเทศทั่วโลกให้เข้ามาค้าขายและลงทุนภายในอาเซียนเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีการค้าโลก
แต่ในด้านความพร้อมต้องยอมรับว่าหลายฝ่ายยังมีความกังวลในหลายประเด็นต่อการเปิดเสรีดังกล่าวว่า ไทยจะมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนต่อการเปิดตลาดครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรและภาคบริการบางสาขาที่ต้องรับการแข่งขันทั้งจากประเทศภายในอาเซียนด้วยกันเอง และประเทศนอกกลุ่มอาเซียน
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วง โดยเฉพาะการเปิดตลาดสินค้าเกษตร เช่น สินค้าข้าว ที่ไทยจะต้องลดภาษีให้กับประเทศสมาชิกอาเซียนเหลือ 0% ในปี 2553 นั้น ไทยแข่งขันได้อยู่แล้ว เพราะไทยเป็นประเทศผู้ผลิตข้าว และส่งออกข้าวมากที่สุดของโลก อีกทั้งข้าวไทยก็มีคุณภาพดีกว่าประเทศที่ผลิตข้าวในอาเซียนด้วยกัน
ดังนั้น ประเด็นการแข่งขันส่งออกข้าวจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับประเทศไทย แต่ปัญหาที่ผ่านมาที่มีการนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านราคาถูกเข้ามาในไทยนั้นเกิดจากระบบภายในประเทศ หากมองว่าไม่มีการใช้ระบบรับจำนำ ปัญหาเรื่องการลักลอบนำเข้าข้าวมาสวมสิทธิก็จะไม่เกิดขึ้น
ในทางกลับกันไทยสามารถปรับเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้นำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา ลาว พม่า เพื่อมาทำการตลาดและส่งออก เพราะการส่งออกเป็นจุดแข็งของไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก โดยรูปแบบจะเป็นการทำตลาดให้กับภูมิภาค ถือเป็นการสร้างรายได้เข้าประเทศให้กับไทยอีกทางหนึ่ง
สิ่งที่ผู้ส่งออกข้าวเป็นห่วง คือ การนำเข้าข้าวมาปลอมปนข้าวไทย และทำให้คุณภาพข้าวไทยด้อยลงนั้น ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้มีการเตรียมมาตรการรองรับการเปิดตลาดข้าวอาเซียนไว้แล้ว
มาตรการที่จะนำมาใช้ เช่น การกำหนดด่านนำเข้าข้าว เฉพาะที่มีความพร้อมในการตรวจด้านความปลอดภัยอาหาร ผู้นำเข้าจะต้องมีใบรับรองการตรวจปริมาณสารตกค้าง ใบรับรองคุณภาพมาตรฐานสินค้าข้าว ใบรับรองเกี่ยวกับโรคและแมลง และใบรับรองปราศจากข้าวจีเอ็มโอจากห้องแล็บที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐ หรือได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรของไทย รวมถึงมีการติดตามการนำเข้าข้าว การเคลื่อนย้ายข้าว การเก็บรักษาข้าว เป็นต้น
อย่างไรก็ดี หากไทยไม่ปฏิบัติตามข้อผูกพัน หรือชะลอการเปิดตลาดข้าวออกไป จะทำให้เกิดผลกระทบต่อท่าทีของไทยในฐานะที่เป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ได้เช่นกัน โดยประเทศอาเซียนอื่นมีสิทธิที่จะตอบโต้ไทย สามารถขึ้นภาษีข้าวของตนเองไปอยู่ในระดับเดียวกับอัตราที่ผูกพันไว้ในองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) แต่ยังคงให้อัตราภาษีพิเศษภายใต้อาเซียนต่อเวียดนาม ซึ่งจะส่งผลเสียทำให้ไทยเสียเปรียบเวียดนามที่เป็นคู่แข่งการส่งออกข้าวในตลาดอาเซียนเป็นอย่างมาก
สำหรับการเปิดเสรีด้านอื่นๆ ในส่วนของการค้าภาคบริการที่อาเซียนทุกประเทศมีเป้าหมายผลักดันให้ได้ตามแผนงาน โดยเฉพาะในปี 2553 จะต้องเปิดเสรีบริการ 4 สาขานำร่อง คือ ขนส่งทางอากาศ ท่องเที่ยว สุขภาพ อี-อาเซียน คือ สาขาโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ ให้นักลงทุนอาเซียนถือหุ้นในธุรกิจดังกล่าวได้ 70% นั้น แม้ไทยจะต้องเปิดให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาทำธุรกิจได้โดยถือหุ้นได้ถึง 70% แต่ไทยก็สามารถเข้าไปลงทุนยังประเทศในธุรกิจบริการที่ไทยมีศักยภาพ 70% ได้เช่นกัน โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวและสุขภาพเป็นกลุ่มที่ไทยมีศักยภาพ ก็สามารถที่จะแข่งขันได้ภายใต้กรอบอาเซียน
"อาเซียนมีความจำเป็นที่ต้องเปิดเสรีให้ได้ตามแผนงาน ขณะนี้ได้จัดทำสกอร์การ์ดแผนงานว่ามีความคืบหน้าไปมากน้อยแค่ไหน โดยเฉลี่ยแผนการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 เฉลี่ยทำได้ประมาณ 60%"
พร้อมกันนี้กรมยังได้เร่งจัดงานสัมมนาให้คนไทยรับรู้ถึงการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีสินค้าและบริการต่างๆ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การรวมกลุ่มที่เกิดขึ้นคงไม่เหมือนกับการรวมกลุ่มของสหภาพยุโรป (อียู) ทั้งหมด เพราะการค้ากับประเทศนอกอาเซียนก็เป็นเรื่องที่แต่ละประเทศจะดำเนินการ ไม่เกี่ยวข้องกันหากการค้าภายในจะใช้กฎเกณฑ์เดียวกัน
ด้าน นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า ในด้านการแข่งขันสินค้าเกษตรที่ไทยจะต้องเปิดเสรีภายใต้กรอบอาเซียนในปี 2553 มีหลายรายการที่ไทยแข่งขันไม่ได้ โดยเฉพาะ 13 รายการ จาก 23 รายการที่ผูกพันไว้กับองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) และลดภาษีเหลือ 0% ภายใต้กรอบอาเซียน เช่น ข้าว ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง เนื่องจากต้นทุนสินค้าเกษตรของไทยสูงกว่าหลายประเทศในอาเซียน
ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายภายในประเทศของไทยเอง โดยเฉพาะการแทรกแซงสินค้าเกษตรในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด ทำให้มีต้นทุนสูงกว่า คาดว่าคงจะได้รับผลกระทบแน่นอนหลังการเปิดเสรีในปีหน้า
สินค้าเกษตรที่เหลือใน 23 รายการ มี 2-3 รายการน่าห่วง แต่ก็ไม่มาก เพราะนำเข้ามาน้อย บางตัวก็แข่งขันได้ ยังไม่รวมสินค้าเกษตรที่นอกเหนือจาก 23 รายการ ขณะนี้เอกชนเริ่มเป็นห่วง เช่น ปลาน้ำจืด ผลไม้ทั่วไป โดยปลาน้ำจืดมีปัญหาจากปลาที่เลี้ยงตามแนวชายแดน เช่น พม่า กัมพูชา ที่เอกชนไทยคาดว่าจะแข่งขันได้ยาก
"ภาพรวมของการเปิดเสรีสินค้าเกษตรที่จะมาถึงในปี 2553 ถ้ายังมีปัญหาแบบนี้ มองว่าไทยจะได้ประโยชน์ 50 : 50 หรือมีโอกาสถึงขั้นแพ้ได้ ค่อนข้างน่าเป็นห่วง"
ฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องเตรียมพร้อมคือ การจัดหามาตรการมาดูแลสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบ โดยมี 2 มาตรการ คือ 1.การสร้างกลไกในเรื่องมาตรฐานสินค้า เป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกจะหยิบยกขึ้นมาใช้ ไทยก็ต้องทำให้ได้เช่นกัน เพราะต่อไปกำแพงภาษีจะถูกทำลายลงจากการเปิดเสรีการค้า ประเด็นภาษีจะไม่มีการพูดถึง แต่จะเป็นการพูดเรื่องสุขอนามัยมากกว่า ทำให้ไทยต้องสร้างมาตรฐานการค้าขึ้นมาดูแลสินค้านำเข้า เพื่อสกัดสินค้าไม่มีคุณภาพเข้ามา
"หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือ กรมวิชาการเกษตร ต้องเร่งทำ อาจจัดทำมาตรฐานสินค้าที่มีปัญหาเป็นรายตัวก็ได้ และต้องปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่เป็นแค่ตำราแต่ปฏิบัติไม่ได้ เวลาที่เหลืออีก 5-6 เดือน ต้องลดภาษีเหลือ 0% แล้ว ไม่แน่ใจว่าจะทำทันหรือไม่ แต่ก็ดีกว่าไม่มีการเตรียมพร้อมใดๆ เลย"
พร้อมกันนี้ควรมีกลไกในการตรวจสอบเพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในไทย ซึ่งเอกชนกังวลในเรื่องสินค้าไม่ได้คุณภาพที่อาจนำมาปะปนกับสินค้าไทย
2.การสร้างกลไกในการนำเข้า รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในส่วนของข้าว แต่ควรใช้กับสินค้าเกษตรรายการอื่นที่มีปัญหาด้วย เช่น การให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นผู้นำเข้าแต่เพียงรายเดียว เพื่อป้องกันปัญหาการนำเข้ามาใช้ไม่ถูกวัตถุประสงค์ และการสร้างใบอนุญาตการนำเข้า เป็นต้น
มาตรการที่กล่าวมาข้างต้นจะไม่ถือว่าเป็นการกีดกันทางการค้า เพราะการสร้างมาตรฐานสินค้าขึ้นมา ฝ่ายไทยเองก็ต้องปฏิบัติตามได้ด้วย เช่น กำหนดมาตรฐานให้ข้าวที่นำเข้ามีความชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ หรือหักได้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ ไทยก็ต้องผลิตสินค้าให้ได้อย่างนี้ด้วยถึงจะเป็นมาตรฐานที่ถูกยอมรับ ไม่เป็นการกีดกันทางการค้า ถ้ากำหนดมาตรฐานที่สูงเกิน ไทยก็มีสิทธิถูกตอบโต้จากประเทศอาเซียนได้เช่นกัน
นายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ ประธาน อนุกรรมการประเด็นทางการค้า สภา หอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดเสรีการค้าภาคบริการภายใต้กรอบอาเซียน ถ้าเป็นการแข่งขันกับประเทศอาเซียนด้วยกันเอง มองว่าธุรกิจไทยแข่งขันได้ แต่ประเด็นปัญหาของไทยอยู่ที่การมีพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กำหนดให้นักลงทุนต่างประเทศถือหุ้นในธุรกิจได้ไม่เกิน 49%
เมื่อมีข้อตกลงเปิดเสรีบริการอาเซียนขึ้นมา นักลงทุนเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นยุโรป สหรัฐอเมริกา ก็จะไปลงทุนที่สิงคโปร์ ด้วยกฎหมายภายในสิงคโปร์เอื้ออำนวยกว่าไทย ทำให้บริษัทต่างชาติเหล่านี้กลายเป็นสัญชาติสิงคโปร์ และเข้ามาลงทุนในไทยภายใต้กรอบอาเซียนได้อยู่ดี
จึงขึ้นอยู่กับนโยบายของไทยว่าจะเปิดเสรีภาคบริการมากน้อยแค่ไหน หากไม่ต้องการให้เกิดปัญหาการหลบเลี่ยงกฎหมายให้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) ก็ควรมีการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพราะถึงอย่างไรนักลงทุนต่างชาติก็อาศัยการเปิดเสรีอาเซียนเข้ามาลงทุนได้อยู่ดี แทนที่ไทยจะได้เม็ดเงินจากการลงทุนโดยตรง กลับต้องไปลงทุนผ่านสิงคโปร์และค่อยเข้ามาในไทย กลายเป็นสิงคโปร์ได้ประโยชน์
"เรื่องแข่งขันภายในอาเซียนไม่ค่อยห่วง เชื่อว่าไทยแข่งขันได้ แต่กับนอกอาเซียนขึ้นอยู่กับว่าเราจะมีนโยบายส่งเสริมอย่างไร ไม่เช่นนั้นความน่าสนใจก็จะไปอยู่ที่สิงคโปร์หมด" นาย บัณฑูร กล่าว
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.