Switch to: uk
23 May 2012 13:23PM

นับถอยหลังเปิดเสรีอาเซียน.... ไทยพร้อมแค่ไหน

11 Aug 09 ,  posttoday.com
  • 0
เหลืออีกแค่เพียง 6 ปี สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือที่รู้จักกันในนามอาเซียน จะเดินทางไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ที่ชาติ สมาชิกทั้ง 10 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน เวียดนาม พม่า กัมพูชา และลาว ซึ่งมีประชากรรวงมกันกว่า 550 ล้านคน จะรวมตัวกลายเป็นฐานตลาดเดียวกันทั้งสินค้า แรงงาน บริการ การลงทุน ที่จะเคลื่อนย้ายระหว่างกันได้อย่างเสรี

โดยเฉพาะปี 2553 ที่การเปิดเสรีสินค้าภายใต้กรอบเสรีการค้าอาเซียน (อาฟตา) มากกว่า 8,000 รายการ ทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมจะถูกลดภาษีเป็น 0% ยกเว้นรายการสินค้าอ่อนไหวที่แต่ละประเทศสมาชิกสงวนการลดภาษีเหลือเพียง 5%

รายการสินค้าอ่อนไหวของไทย ประกอบด้วย กาแฟ มะพร้าวแห้ง ไม้ตัดดอก มันฝรั่ง จะลดภาษีสูงสุดเหลือ 5% เท่านั้น นอกนั้นลดภาษีเหลือ 0% ทั้งหมด โดยเฉพาะสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าว ปาล์มน้ำมัน น้ำตาล ถั่วเหลือง ฯลฯ

ด้านการเปิดเสรีสินค้าภาคบริการนั้น ตามแผนอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ จะเร่งรัดเปิดเสรีภาคการค้าการบริการและการลงทุนใน 4 สาขา เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 โดย 4 สาขาที่เร่งรัด คือ ขนส่งทางอากาศ ท่องเที่ยว สุขภาพ อี-อาเซียน คือ สาขาโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ มีเป้าหมายให้นักลงทุนอาเซียนสามารถถือหุ้นได้ 70% ภายในปี 2553

สาขาโลจิสติกส์ เป็นสาขานำร่องที่เพิ่มเข้ามา มีเป้าหมายให้นักลงทุนประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถถือหุ้นได้ 70% ในปี 2556 และบริการทั้งหมดมีเป้าหมายให้นักลงทุนประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถถือหุ้นได้สูงสุด 70% ในปี 2558

ส่วนสาขาบริการด้านธุรกิจ (Business Services) ประกอบด้วย บริการด้านวิชาชีพ อาทิ หมอ พยาบาล วิศวกร บริการด้านคอมพิวเตอร์ บริการวิจัยและพัฒนา บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ บริการเช่า/เช่าซื้อ สังหาริมทรัพย์ และบริการด้านธุรกิจอื่นๆ อาเซียนได้จัดทำข้อตกลงยอมรับร่วม เป็นการยอมรับร่วมในเรื่องคุณสมบัติของผู้ให้บริการ เช่น ด้านการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน ใบอนุญาตของวิศวกรรม พยาบาล สถาปัตยกรรม แพทย์ และทันตแพทย์ สามารถเข้าไปทำงานในประเทศสมาชิกอาเซียนได้อย่างคล่องตัว

ทั้งนี้ ยังไม่รวมข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่อาเซียนทำไว้กับประเทศคู่เจรจาการค้า ไม่ว่าจะเป็น เอฟทีเอกรอบอาเซียน-จีน กรอบอาเซียน-ญี่ปุ่น กรอบอาเซียน-เกาหลี กรอบอาเซียน-ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และกรอบอาเซียน-อินเดีย ที่มีการเปิดเสรีสินค้าบริการและการลงทุนระหว่างกัน

อย่างไรก็ตาม แม้การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนโดยการเปิดเสรีการค้าและบริการเกือบทุกด้าน ที่ทุกประเทศกำลังดำเนินการตามแผนงานเพื่อให้บรรจุเป้าหมายเดียวกันนั้น จะส่งผลดีทำให้ภูมิภาคอาเซียนเข้มแข็งที่จะดึงดูดความสนใจจากประเทศทั่วโลกให้เข้ามาค้าขายและลงทุนภายในอาเซียนเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีการค้าโลก

แต่ในด้านความพร้อมต้องยอมรับว่าหลายฝ่ายยังมีความกังวลในหลายประเด็นต่อการเปิดเสรีดังกล่าวว่า ไทยจะมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนต่อการเปิดตลาดครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรและภาคบริการบางสาขาที่ต้องรับการแข่งขันทั้งจากประเทศภายในอาเซียนด้วยกันเอง และประเทศนอกกลุ่มอาเซียน

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วง โดยเฉพาะการเปิดตลาดสินค้าเกษตร เช่น สินค้าข้าว ที่ไทยจะต้องลดภาษีให้กับประเทศสมาชิกอาเซียนเหลือ 0% ในปี 2553 นั้น ไทยแข่งขันได้อยู่แล้ว เพราะไทยเป็นประเทศผู้ผลิตข้าว และส่งออกข้าวมากที่สุดของโลก อีกทั้งข้าวไทยก็มีคุณภาพดีกว่าประเทศที่ผลิตข้าวในอาเซียนด้วยกัน

ดังนั้น ประเด็นการแข่งขันส่งออกข้าวจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับประเทศไทย แต่ปัญหาที่ผ่านมาที่มีการนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านราคาถูกเข้ามาในไทยนั้นเกิดจากระบบภายในประเทศ หากมองว่าไม่มีการใช้ระบบรับจำนำ ปัญหาเรื่องการลักลอบนำเข้าข้าวมาสวมสิทธิก็จะไม่เกิดขึ้น

ในทางกลับกันไทยสามารถปรับเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้นำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา ลาว พม่า เพื่อมาทำการตลาดและส่งออก เพราะการส่งออกเป็นจุดแข็งของไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก โดยรูปแบบจะเป็นการทำตลาดให้กับภูมิภาค ถือเป็นการสร้างรายได้เข้าประเทศให้กับไทยอีกทางหนึ่ง

สิ่งที่ผู้ส่งออกข้าวเป็นห่วง คือ การนำเข้าข้าวมาปลอมปนข้าวไทย และทำให้คุณภาพข้าวไทยด้อยลงนั้น ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้มีการเตรียมมาตรการรองรับการเปิดตลาดข้าวอาเซียนไว้แล้ว

มาตรการที่จะนำมาใช้ เช่น การกำหนดด่านนำเข้าข้าว เฉพาะที่มีความพร้อมในการตรวจด้านความปลอดภัยอาหาร ผู้นำเข้าจะต้องมีใบรับรองการตรวจปริมาณสารตกค้าง ใบรับรองคุณภาพมาตรฐานสินค้าข้าว ใบรับรองเกี่ยวกับโรคและแมลง และใบรับรองปราศจากข้าวจีเอ็มโอจากห้องแล็บที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐ หรือได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรของไทย รวมถึงมีการติดตามการนำเข้าข้าว การเคลื่อนย้ายข้าว การเก็บรักษาข้าว เป็นต้น

อย่างไรก็ดี หากไทยไม่ปฏิบัติตามข้อผูกพัน หรือชะลอการเปิดตลาดข้าวออกไป จะทำให้เกิดผลกระทบต่อท่าทีของไทยในฐานะที่เป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ได้เช่นกัน โดยประเทศอาเซียนอื่นมีสิทธิที่จะตอบโต้ไทย สามารถขึ้นภาษีข้าวของตนเองไปอยู่ในระดับเดียวกับอัตราที่ผูกพันไว้ในองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) แต่ยังคงให้อัตราภาษีพิเศษภายใต้อาเซียนต่อเวียดนาม ซึ่งจะส่งผลเสียทำให้ไทยเสียเปรียบเวียดนามที่เป็นคู่แข่งการส่งออกข้าวในตลาดอาเซียนเป็นอย่างมาก

สำหรับการเปิดเสรีด้านอื่นๆ ในส่วนของการค้าภาคบริการที่อาเซียนทุกประเทศมีเป้าหมายผลักดันให้ได้ตามแผนงาน โดยเฉพาะในปี 2553 จะต้องเปิดเสรีบริการ 4 สาขานำร่อง คือ ขนส่งทางอากาศ ท่องเที่ยว สุขภาพ อี-อาเซียน คือ สาขาโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ ให้นักลงทุนอาเซียนถือหุ้นในธุรกิจดังกล่าวได้ 70% นั้น แม้ไทยจะต้องเปิดให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาทำธุรกิจได้โดยถือหุ้นได้ถึง 70% แต่ไทยก็สามารถเข้าไปลงทุนยังประเทศในธุรกิจบริการที่ไทยมีศักยภาพ 70% ได้เช่นกัน โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวและสุขภาพเป็นกลุ่มที่ไทยมีศักยภาพ ก็สามารถที่จะแข่งขันได้ภายใต้กรอบอาเซียน

"อาเซียนมีความจำเป็นที่ต้องเปิดเสรีให้ได้ตามแผนงาน ขณะนี้ได้จัดทำสกอร์การ์ดแผนงานว่ามีความคืบหน้าไปมากน้อยแค่ไหน โดยเฉลี่ยแผนการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 เฉลี่ยทำได้ประมาณ 60%"

พร้อมกันนี้กรมยังได้เร่งจัดงานสัมมนาให้คนไทยรับรู้ถึงการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีสินค้าและบริการต่างๆ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การรวมกลุ่มที่เกิดขึ้นคงไม่เหมือนกับการรวมกลุ่มของสหภาพยุโรป (อียู) ทั้งหมด เพราะการค้ากับประเทศนอกอาเซียนก็เป็นเรื่องที่แต่ละประเทศจะดำเนินการ ไม่เกี่ยวข้องกันหากการค้าภายในจะใช้กฎเกณฑ์เดียวกัน

ด้าน นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า ในด้านการแข่งขันสินค้าเกษตรที่ไทยจะต้องเปิดเสรีภายใต้กรอบอาเซียนในปี 2553 มีหลายรายการที่ไทยแข่งขันไม่ได้ โดยเฉพาะ 13 รายการ จาก 23 รายการที่ผูกพันไว้กับองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) และลดภาษีเหลือ 0% ภายใต้กรอบอาเซียน เช่น ข้าว ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง เนื่องจากต้นทุนสินค้าเกษตรของไทยสูงกว่าหลายประเทศในอาเซียน

ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายภายในประเทศของไทยเอง โดยเฉพาะการแทรกแซงสินค้าเกษตรในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด ทำให้มีต้นทุนสูงกว่า คาดว่าคงจะได้รับผลกระทบแน่นอนหลังการเปิดเสรีในปีหน้า

สินค้าเกษตรที่เหลือใน 23 รายการ มี 2-3 รายการน่าห่วง แต่ก็ไม่มาก เพราะนำเข้ามาน้อย บางตัวก็แข่งขันได้ ยังไม่รวมสินค้าเกษตรที่นอกเหนือจาก 23 รายการ ขณะนี้เอกชนเริ่มเป็นห่วง เช่น ปลาน้ำจืด ผลไม้ทั่วไป โดยปลาน้ำจืดมีปัญหาจากปลาที่เลี้ยงตามแนวชายแดน เช่น พม่า กัมพูชา ที่เอกชนไทยคาดว่าจะแข่งขันได้ยาก

"ภาพรวมของการเปิดเสรีสินค้าเกษตรที่จะมาถึงในปี 2553 ถ้ายังมีปัญหาแบบนี้ มองว่าไทยจะได้ประโยชน์ 50 : 50 หรือมีโอกาสถึงขั้นแพ้ได้ ค่อนข้างน่าเป็นห่วง"

ฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องเตรียมพร้อมคือ การจัดหามาตรการมาดูแลสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบ โดยมี 2 มาตรการ คือ 1.การสร้างกลไกในเรื่องมาตรฐานสินค้า เป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกจะหยิบยกขึ้นมาใช้ ไทยก็ต้องทำให้ได้เช่นกัน เพราะต่อไปกำแพงภาษีจะถูกทำลายลงจากการเปิดเสรีการค้า ประเด็นภาษีจะไม่มีการพูดถึง แต่จะเป็นการพูดเรื่องสุขอนามัยมากกว่า ทำให้ไทยต้องสร้างมาตรฐานการค้าขึ้นมาดูแลสินค้านำเข้า เพื่อสกัดสินค้าไม่มีคุณภาพเข้ามา

"หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือ กรมวิชาการเกษตร ต้องเร่งทำ อาจจัดทำมาตรฐานสินค้าที่มีปัญหาเป็นรายตัวก็ได้ และต้องปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่เป็นแค่ตำราแต่ปฏิบัติไม่ได้ เวลาที่เหลืออีก 5-6 เดือน ต้องลดภาษีเหลือ 0% แล้ว ไม่แน่ใจว่าจะทำทันหรือไม่ แต่ก็ดีกว่าไม่มีการเตรียมพร้อมใดๆ เลย"

พร้อมกันนี้ควรมีกลไกในการตรวจสอบเพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในไทย ซึ่งเอกชนกังวลในเรื่องสินค้าไม่ได้คุณภาพที่อาจนำมาปะปนกับสินค้าไทย

2.การสร้างกลไกในการนำเข้า รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในส่วนของข้าว แต่ควรใช้กับสินค้าเกษตรรายการอื่นที่มีปัญหาด้วย เช่น การให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นผู้นำเข้าแต่เพียงรายเดียว เพื่อป้องกันปัญหาการนำเข้ามาใช้ไม่ถูกวัตถุประสงค์ และการสร้างใบอนุญาตการนำเข้า เป็นต้น

มาตรการที่กล่าวมาข้างต้นจะไม่ถือว่าเป็นการกีดกันทางการค้า เพราะการสร้างมาตรฐานสินค้าขึ้นมา ฝ่ายไทยเองก็ต้องปฏิบัติตามได้ด้วย เช่น กำหนดมาตรฐานให้ข้าวที่นำเข้ามีความชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ หรือหักได้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ ไทยก็ต้องผลิตสินค้าให้ได้อย่างนี้ด้วยถึงจะเป็นมาตรฐานที่ถูกยอมรับ ไม่เป็นการกีดกันทางการค้า ถ้ากำหนดมาตรฐานที่สูงเกิน ไทยก็มีสิทธิถูกตอบโต้จากประเทศอาเซียนได้เช่นกัน

นายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ ประธาน อนุกรรมการประเด็นทางการค้า สภา หอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดเสรีการค้าภาคบริการภายใต้กรอบอาเซียน ถ้าเป็นการแข่งขันกับประเทศอาเซียนด้วยกันเอง มองว่าธุรกิจไทยแข่งขันได้ แต่ประเด็นปัญหาของไทยอยู่ที่การมีพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กำหนดให้นักลงทุนต่างประเทศถือหุ้นในธุรกิจได้ไม่เกิน 49%

เมื่อมีข้อตกลงเปิดเสรีบริการอาเซียนขึ้นมา นักลงทุนเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นยุโรป สหรัฐอเมริกา ก็จะไปลงทุนที่สิงคโปร์ ด้วยกฎหมายภายในสิงคโปร์เอื้ออำนวยกว่าไทย ทำให้บริษัทต่างชาติเหล่านี้กลายเป็นสัญชาติสิงคโปร์ และเข้ามาลงทุนในไทยภายใต้กรอบอาเซียนได้อยู่ดี

จึงขึ้นอยู่กับนโยบายของไทยว่าจะเปิดเสรีภาคบริการมากน้อยแค่ไหน หากไม่ต้องการให้เกิดปัญหาการหลบเลี่ยงกฎหมายให้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) ก็ควรมีการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพราะถึงอย่างไรนักลงทุนต่างชาติก็อาศัยการเปิดเสรีอาเซียนเข้ามาลงทุนได้อยู่ดี แทนที่ไทยจะได้เม็ดเงินจากการลงทุนโดยตรง กลับต้องไปลงทุนผ่านสิงคโปร์และค่อยเข้ามาในไทย กลายเป็นสิงคโปร์ได้ประโยชน์

"เรื่องแข่งขันภายในอาเซียนไม่ค่อยห่วง เชื่อว่าไทยแข่งขันได้ แต่กับนอกอาเซียนขึ้นอยู่กับว่าเราจะมีนโยบายส่งเสริมอย่างไร ไม่เช่นนั้นความน่าสนใจก็จะไปอยู่ที่สิงคโปร์หมด" นาย บัณฑูร กล่าว

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.