Switch to: uk
23 May 2012 13:24PM

กสิกรไทยคาดอุตฯยางปี53ฟื้นตัวแต่เสี่ยงราคาผันผวน

16 Dec 09 ,  bangkokbiznews.com
  • 0
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดปี2553ความต้องการใช้ยางธรรมชาติฟื้นตัว จากอุตฯยานยนต์จะกลับมาขยายตัวตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ชี้ยังเสี่ยงราคาผันผวน

หลังจากที่ในปี 2552 การส่งออกยางธรรมชาติของไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงกำลังซื้อของผู้บริโภค และการซื้อรถยนต์รวมทั้งการเลื่อนการเปลี่ยนยางทดแทน ซึ่งทำให้ความต้องการยางธรรมชาติ เพื่อป้อนอุตสาหกรรมรถยนต์มีแนวโน้มลดลงอย่างมาก มูลค่าการส่งออกยางจึงลดลงอย่างมาก

คาดการณ์ว่าในปี 2553 สถานการณ์ของอุตสาหกรรมยางมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นตามการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งกระตุ้นให้กำลังซื้อของผู้บริโภคดีขึ้น ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมรถยนต์และความต้องการยางธรรมชาติเพื่อป้อนอุตสาหกรรมยางรถยนต์ฟื้นตัวตามไปด้วย กอปรกับสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตของประเทศผู้ผลิตยางสำคัญ นับเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ประเทศผู้ซื้อยางเริ่มหันมาซื้อยาง เนื่องจากคาดการณ์ว่าราคายางมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ดังนั้น ในปี 2553 นับว่าเป็นโอกาสดีของไทย ในฐานะที่เป็นประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกยางอันดับหนึ่งของโลก โดยไทยมีโอกาสส่งออกยางได้เพิ่มขึ้น และราคายางมีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับในปี 2552

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ชาวสวนยางและผู้ที่เกี่ยวข้องยังต้องระมัดระวัง คือ ความต้องการยางและราคายางยังมีโอกาสที่จะผันผวนได้มาก ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

การผลิตยาง...สภาพอากาศตัวแปรสำคัญ

คาดว่าปริมาณการผลิตธรรมชาติของโลกในปี 2552 มีแนวโน้มลดลงเหลือ 9.4 ล้านตัน หรือลดลงร้อยละ 4.8 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา อันเป็นมาจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการผลิต โดยเกิดภาวะฝนตกหนักผิดปกติ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการกรีดยาง และส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในแหล่งผลิตยางของประเทศผู้ผลิตยางสำคัญ ทั้งไทย อินโดนีเซียและมาเลเซีย ส่งผลให้ปริมาณการผลิตยางโดยรวมทั้ง 3 ประเทศลดลงประมาณร้อยละ 6.0 แม้ว่าในปี 2552 ปริมาณการผลิตยางในจีน และศรีลังกาจะเพิ่มขึ้นก็ตาม กล่าวคือ ปริมาณการผลิตยางในจีนเพิ่มขึ้นเป็น 640 พันตัน และศรีลังกาเพิ่มขึ้นเป็น 133.4 พันตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.8 และ 3.3 ตามลำดับ นอกจากนี้ ปริมาณการผลิตยางของทั้งกัมพูชา พม่า และลาวก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน จากการเข้าไปลงทุนปลูกยางของจีน เวียดนาม มาเลเซีย และไทย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ สภาพอากาศนับว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้อัตราการขยายตัวของปริมาณการผลิตยางธรรมชาติมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และในปี 2552 นี้ปริมาณการผลิตยางก็ได้รับผลกระทบอย่างมากจากสภาพอากาศที่มีการแปรปรวนอย่างรุนแรง  

สำหรับในปี 2553 คาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตยางมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปแตะที่ระดับ 9.7 ล้านตัน หรือเมื่อเทียบกับในปี 2552 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 เนื่องจากคาดว่าเนื้อที่ยางทยอยเปิดกรีดหรือให้ผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาวะอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยยังเป็นอุปสรรคสำหรับอินเดีย กล่าวคือ คาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตยางของอินเดียยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2553 ปริมาณการผลิตยางของอินเดียอยู่ในระดับ 840 พันตัน ลดลงร้อยละ 2.9 ส่วนอินโดนีเซียคาดว่าจะต้องเผชิญปัญหาเอลนิโนหรือสภาพอากาศที่แห้งแล้งผิดปกติ ซึ่งอาจจะส่งผลให้ปริมาณการผลิตยางของอินโดนีเซียลดต่ำลงกว่าที่คาดการณ์ไว้

ความต้องการใช้ยาง...ฟื้นตัวตามอุตสาหกรรมยานยนต์

ความต้องการใช้ยางในตลาดโลกร้อยละ 70 เป็นความต้องการใช้ยางในอุตสาหกรรมยานยนต์ ดังนั้น ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจตั้งแต่ช่วงปลายปี 2551 ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ส่งผลต่อเนื่องถึงการตัดสินใจซื้อรถยนต์ และความต้องการยางธรรมชาติเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตยางล้อและอุปกรณ์ โดยความต้องการยางธรรมชาติในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 กล่าวคือ ความต้องการยางธรรมชาติในปี 2551 ลดลงไปแตะระดับ 10.09 ล้านตัน หรือหดตัวร้อยละ 1.4 คาดว่าในปี 2552 ความต้องการยางธรรมชาติจะหดตัวถึงร้อยละ 5.2 เหลือ 9.56 ล้านตัน

คาดการณ์ว่าในปี 2553 ความต้องการใช้ยางธรรมชาติจะฟื้นตัว เนื่องจากการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะกลับมาขยายตัวอีกครั้ง จากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคฟื้นตัวตามไปด้วย แต่การฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจในสหรัฐฯ และยุโรปยังเป็นไปอย่างเชื่องช้า ทำให้การฟื้นตัวของกำลังซื้อของผู้บริโภคฟื้นตัวช้าไปด้วย ส่งผลให้คาดว่าความต้องการใช้ยางของตลาดโลกในปี 2553 จะเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1.6 หรือเพิ่มขึ้นเป็น 9.71 ล้านตันเท่านั้น

ราคายาง...ผันผวนตามความต้องการของตลาดโลก

ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ราคายางภายในประเทศผันผวนค่อนข้างรุนแรงตามภาวะตลาดโลก กล่าวคือ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2549 และช่วงครึ่งหลังของปี 2550 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปี 2551 ราคายางพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากประเทศผู้ใช้ยางวิตกว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนยางธรรมชาติ เนื่องจากปริมาณยางออกสู่ตลาดน้อยกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม ราคายางตกต่ำลงอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของปี 2549 และ 2551 หลังจากปรากฏว่า ปริมาณสต็อกยางธรรมชาติมีเพียงพอ ขณะที่ประเทศผู้ใช้ยางก็ชะลอการซื้อยาง

อย่างไรก็ตาม ในปี 2552 จากสภาพอากาศที่แปรปรวนส่งผลให้ราคายางเริ่มไต่ระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะอยู่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ส่งผลให้ความต้องการใช้ยางธรรมชาติลดลงอย่างมาก และการส่งออกยางของไทยในปี 2552 ก็หดตัวอย่างมากก็ตาม

สมาคมยางพาราแห่งประเทศไทย การส่งออกยางพาราของไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคายางแผ่นดิบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  และคาดว่าราคายางแผ่นดิบเฉลี่ยทั้งปีในปี 2553 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากในปี 2552 อีกร้อยละ 30 เนื่องจากปริมาณการผลิตยางได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ เนื่องจากในช่วงต้นปีเป็นช่วงยางผลัดใบ ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ในขณะที่ความต้องการใช้ยางธรรมชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์

คาดว่าในปี 2552 ไทยส่งออกยางพาราได้ 2.6 ล้านตัน มูลค่า 3,910 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับปี 2551 แล้ว ทั้งปริมาณและมูลค่าการส่งออกหดตัวร้อยละ 8.2 และร้อยละ 24.7 ตามลำดับ คาดว่าการส่งออกยางพาราของไทยจะยังหดตัวต่อเนื่องไปถึงช่วงไตรมาสแรกของปี 2553 เนื่องจากความต้องการยางในสหรัฐฯและยุโรปยังฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า โดยความต้องการยางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นจะมาจากตลาดเอเชีย โดยเฉพาะจีน และอินเดีย รวมทั้งตลาดในอเมริกาใต้ ส่วนความต้องการยางของสหรัฐฯและสหภาพยุโรปน่าจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังปี 2553

อย่างไรก็ตาม ในปี 2553 อุตสาหกรรมยางของไทยยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงทั้งในด้านการผลิต และความต้องการยางในตลาดโลก ซึ่งส่งผลทำให้ราคายางในประเทศมีโอกาสจะผันผวนเช่นเดียวกับในช่วงระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ดังนี้

-ปัจจัยเสี่ยงในด้านการผลิต ปัจจัยเสี่ยงด้านการผลิตที่สำคัญคือ สภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อปริมาณการผลิตยาง ดังนั้นทั้งเกษตรกรผู้ปลูกยางและธุรกิจที่เกี่ยวข้องคงต้องติดตามความผันแปรของสภาพอากาศเพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วย

นอกจากสภาพอากาศแล้ว สิ่งที่เกษตรกรผู้ปลูกยางและผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้องต้องติดตามข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณการผลิตยางธรรมชาติของประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งมีพื้นที่ปลูกยางที่ยังไม่ได้เปิดกรีดมากกว่าไทย คาดว่าในระยะอีก 2-3 ปีข้างหน้า อินโดนีเซียมีโอกาสแซงไทยขึ้นเป็นประเทศผู้ผลิตยางอันดับหนึ่งของโลก โดยที่อินโดนีเซียเน้นการผลิตและส่งออกยางแท่ง ในขณะที่ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทย ดังนั้น อินโดนีเซียจึงอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบไทยในการแข่งขันในตลาดส่งออกยางแท่ง

นอกจากนี้ การขยายพื้นที่ปลูกยางของเวียดนามทั้งในประเทศและการเข้าไปลงทุนปลูกยางในพม่า กัมพูชา และลาว รวมทั้งพื้นที่ปลูกยางที่

น่าจับตามอง คือ การขยายพื้นที่ปลูกยางในพม่า กัมพูชา และลาวจากการเข้าไปลงทุนปลูกยางของทั้งจีน เวียดนาม มาเลเซีย และไทย และการพื้นที่ปลูกยางที่เพิ่มขึ้นในแอฟริกา และอเมริกาใต้จากการเข้าไปลงทุนปลูกยางของจีน ซึ่งในที่สุด ประเทศเหล่านี้จะกลายเป็นคู่แข่งการส่งออกยางในอนาคต แม้ว่าในปัจจุบันมูลค่าการส่งออกยางของประเทศเหล่านี้จะยังไม่มากนักก็ตาม แต่ก็มีอัตราการขยายตัวของการส่งออกที่น่าจับตามอง

-ปัจจัยเสี่ยงด้านการตลาด ปริมาณความต้องการยางธรรมชาติที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปี 2551 ต่อเนื่องถึงปี 2552 เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศผู้ใช้ยางสำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายในการซื้อสินค้าคงทน โดยเฉพาะรถยนต์ รวมถึงเลื่อนเวลาในการเปลี่ยนยางทดแทนออกไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยางรถยนต์ ที่เป็นผู้ใช้ยางพาราหลักถึงร้อยละ 70

นอกจากนี้ การส่งออกยางแปรรูปขั้นต้นที่ลดลงนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ผู้ส่งออกยางไทยหันไปส่งออกยางคอมปาวด์หรือยางผสม แทนยางแผ่น และยางแท่ง เนื่องจากจีนลดภาษีผลิตภัณฑ์ยางลงเหลือ ร้อยละ 0 ตั้งแต่ต้นปี 2552 ในขณะที่การส่งออกยางแปรรูปขั้นต้นจีนยังคงเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5

และอีกปัจจัยหนึ่งที่จะมีผลต่อมูลค่าการส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางของไทยคือ การปรับเพิ่มภาษีสินค้านำเข้ายางรถยนต์นั่ง และรถบรรทุกขนาดเล็กทั้งหมดของสหรัฐฯ จากประเทศจีนเป็นระยะเวลาทั้งหมด 3 ปี ซึ่งมาตรการดังกล่าวเริ่มมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2552

โดยมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้ายางรถยนต์จากเดิมร้อยละ 4 เพิ่มเป็นร้อยละ 35 ในปีแรก ร้อยละ 30 ในปีที่ 2 และร้อยละ 25 ในปีที่ 3 ซึ่งผลจากการที่สหรัฐฯนำเข้ายางรถยนต์จากจีนลดลง อาจส่งผลต่อไทย ในฐานะที่เป็นประเทศที่ส่งออกยางแปรรูปขึ้นต้นไปยังจีนเพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมยางรถยนต์ของจีน แต่ในขณะเดียวกันอาจกลายเป็นโอกาสสำหรับการส่งออกยางรถยนต์ของไทยไปยังสหรัฐฯ

ในขณะที่การที่จีนส่งออกไปยังสหรัฐฯได้น้อยลง อาจทำให้มีการผลักสินค้าไปสู่ตลาดอื่นๆมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นตลาดส่งออกของไทยด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในตลาดอาเซียน ตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่เน้นข้อได้เปรียบด้านราคามากกว่าคุณภาพ

ประเด็นที่ยังต้องติดตาม คือ นโยบายของจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้ายางสำคัญของไทย โดยการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนได้รับการสนับสนุนจากการลดภาษีจากรัฐบาล โดยเฉพาะรถยนต์ขนาดเล็ก ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะสิ้นสุดในช่วงปลายปี 2552 นอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ จีนเริ่มหันไปนำเข้ายางธรรมชาติจากแหล่งอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศในแอฟริกา เช่น ไอเวอร์รี่โคสต์ ไนจีเรีย ไลบีเรีย เป็นต้น แม้ว่าในปัจจุบันมูลค่าการนำเข้าจากประเทศเหล่านี้ยังไม่มากนัก แต่มีอัตราการขยายตัวที่อยู่ในเกณฑ์สูง

-ปัจจัยเสี่ยงด้านค่าเงิน ประเด็นที่ต้องจับตามองคือ ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ซึ่งถ้าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศคู่แข่ง ส่งผลทำให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขันในการส่งออกยางในตลาดโลก โดยราคายางของไทยจะแพงกว่าในสายตาของประเทศผู้ซื้อ

อย่างไรก็ตาม การที่เวียดนามลดค่าเงินด่องกระทบกับการแข่งขันการส่งออกยางพาราของไทยไม่มากนัก ทั้งนี้เพราะผลผลิตยางของเวียดนามยังมีน้อย ส่วนใหญ่แปรรูปลักษณะยางแท่งคุณภาพดี ยางซีพี 5 แอล ที่มีราคาสูงกว่าไทย แม้ตลาดส่งออกเป็นตลาดเดียวกันคือ จีน แต่ก็ไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัว นอกจากนี้ จากการค้าในเวียดนามที่รัฐบาล จะให้การสนับสนุนการส่งออกยาง บางส่วนในต้นทุนที่ต่ำกว่าแต่มีปริมาณที่จำกัด

ทั้งนี้ การค้าของเวียดนามแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่รัฐบาลให้การสนับสนุนส่งออกสินค้าในราคาที่ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มการค้าที่ไม่ได้รับการสนับสนุน แต่การลดค่าเงินเท่ากับว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ จะสามารถเสนอขายสินค้าในราคาที่ต่ำลง เนื่องจากยางพาราของเวียดนามมีน้อย ราว 5-6 แสนตัน การลดค่าเงินด่องจึงไม่ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดรุนแรงมากนัก แม้ว่าเกษตรกรของเวียดนามจะเริ่มโค่นต้นกาแฟเพื่อปลูกยาง เนื่องจากให้รายได้ที่ดีกว่า แต่พื้นที่ในภาพรวมยังมีอยู่จำกัด และไม่ใช่คู่แข่งที่สำคัญของไทย

สำหรับปัจจัยหนุนในปี 2553 นอกจากคาดว่าปริมาณการผลิตยางของประเทศผู้ผลิตยางสำคัญของโลกมีแนวโน้มลดลง จากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย และความต้องการใช้ยางในตลาดโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวตามอุตสาหกรรมยานยนต์แล้ว ความต้องการนำเข้ายางของอินเดียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณการผลิตยางของอินเดียมีแนวโน้มลดลง สวนทางกับความต้องการใช้ยางในประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์

นอกจากนี้ จีนสนใจที่จะร่วมลงทุนในธุรกิจยางรถยนต์ในประเทศไทย โดยให้ไทยเป็นฐานการผลิต ผลผลิตส่วนหนึ่งเพื่อส่งออกจำหน่ายในตลาดโลก และอีกส่วนหนึ่งเพื่อส่งกลับไปใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนซึ่งยังเป็นอุตสาหกรรมที่สดใส เนื่องจากจีนมีการพัฒนาการก่อสร้างทางหลวง และอุตสาหกรรมขนส่ง

บทสรุป

คาดการณ์ว่าในปี 2553 ทั้งชาวสวนยางและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องได้รับอานิสงส์จากการที่ราคายางมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่แปรปรวนส่งผลให้ปริมาณการผลิตยางมีแนวโน้มลดลง และในช่วงต้นปี 2553 เป็นช่วงฤดูยางผลัดใบ ผลผลิตยางออกสู่ตลาดลดลง กอปรกับความต้องการยางในตลาดโลกมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้น อันเป็นมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อเนื่องให้อุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นตัวตามไปด้วย ทำให้ไทยมีโอกาสในการส่งออกยางเพิ่มขึ้น หลังจากที่ในปี 2552 มูลค่าการส่งออกยางตกต่ำอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ชาวสวนยางและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องยังต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนของราคายางเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในช่วงระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ในเรื่องความผันแปรของสภาพอากาศที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการผลิตยาง การแข่งขันที่มีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น จากการขยายการผลิตของประเทศผู้ผลิตยางรายใหม่ ซึ่งทำให้ประเทศผู้ใช้ยางมีทางเลือกมากขึ้น

นอกจากนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐฯและยุโรปที่เป็นไปอย่างเชื่องช้า อาจจะทำให้การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์เชื่องช้าไปด้วย ทำให้ราคายางอาจจะไม่พุ่งแรงเหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้น นอกจากนี้ ประเด็นที่ยังต้องจับตาคือ การแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งมีผลต่อความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในการส่งออกยางของไทย

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.