Switch to: uk
23 May 2012 13:31PM

ม.หอการค้าชี้ศักยภาพอุตฯไทยเป็นรองมาเลย์-สิงคโปร์

05 May 10 ,  กรุงเทพธุรกิจ
  • 0

ม.หอการค้า มองโอกาสไทยในตลาดอาเซียนเป็นรอง มาเลย์ฯ สิงคโปร์ เผยอาหารแช่แข็ง - อโลหะ 2 กลุ่มสินค้าตกต่ำน่าเป็นห่วง

 

ดร.อัทธ์  พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  เปิดเผยถึง ”การวิเคราะห์ตำแหน่งการตลาดและศักยภาพการแข่งขันของสินค้าอุตสาหกรรมไทยในอาเซียน” ว่า สินค้าอุตสาหกรรมของไทย 6 สาขา ยังมีทิศทางที่ไม่ชัดเจน ประกอบด้วย อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมพลาสติก และอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งสินค้าดังกล่าวโดยรวมส่วนแบ่งทางการตลาดของไทยอยู่อันดับ 3 หรือมีส่วนแบ่งทางการลาด 14.6 รองจาก อันดับหนึ่ง มาเลเซีย ซึ่งมีส่วนแบ่ง 31% อันดับ สอง สิงคโปร์ มีส่วนแบ่ง 27.1%  ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย ตามมาเป็นอันดับ 4 และมีโอกาสที่จะขึ้นมาแข่งขันสูงกว่าไทย เพราะมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่แตกต่างจากไทยมากนัก ประมาณ 14.4%

 

อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาภาพรวมการส่งออกไทย สินค้าสำคัญคือกลุ่มอุตสาหกรรมประกอบด้วย อาหาร ยานยนต์และชิ้นส่วน สิ่งทอ และเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่าการส่งออกของไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทั่งในปี 2552 เมื่อได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ทำให้มูลค่าการส่งออกหดตัวลงเหลือ 12.2% โดยสหภาพยุโรป เป็นตลาดที่มูลค่าส่งออกหดตัวมากสุด รองจากญี่ปุ่น สหรัฐ และอาเซียน ซึ่งไทยส่งออกไปอาเซียนมากที่สุด

 

อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปเป็นอุตสาหกรรมที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ผันผวน บางปีสูงขึ้น บางปีลดลง จึงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ไม่มีความชัดเจน แต่ไทยก็อยู่อันดับ 3 มีส่วนแบ่งทางการตลาด 20-25.8% หากได้รับการส่งเสริมจึงมีโอกาสเติบโตได้

 

“อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ตามหลังไทยมาติดๆ และศักยภาพด้านแหล่งวัตถุดิบดีในอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งและอาหารแปรรูปดีกว่าไทย  ซึ่งเริ่มเข้ามาเป็นคู่แข่งที่สำคัญ ไทยเป็นผู้ส่งออกเพิ่มขึ้นในสหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น แต่เมื่อพิจารณาอาเซียน ส่วนแบ่งทางการตลาดของไทยเป็นรอง อินโดนีเซียและมาเลเซีย โดยเฉพาะในปี 2551 ที่ผ่านมาส่วนแบ่งตลาดของไทยต่ำสุดในรอบ 5 ปี เกิดจากการหดตัวของมูลค่าส่งออก 1% “ เขากล่าว

 

อาหารแช่แข็ง-อโลหะน่าห่วง
ส่วนแบ่งตกต่อเนื่อง

 

ดร.อัทธ์ ยังกล่าวอีกว่า กลุ่มสินค้าที่น่าเป็นห่วงเพราะมีแนวโน้มตกต่ำมี 2 รายการ คือ อุตสาหกรรมอาหารแช่แข็ง และอุตสาหกรรมอโลหะ เนื่องจากส่วนแบ่งทางการตลาดในอาเซียนเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

โดย ในปี 2549  ไทยมีส่วนแบ่งอาหารแช่แข็งเป็นอันดับ 2 ของกลุ่มรองจากอินโดนีเซีย แต่พอปี 2550 ส่วนแบ่งตลาดของไทยปรับตัวลดลงจนอันดับตกมาอยู่ที่ 3 แพ้เวียดนาม หลังจากนั้นในปี 2551 ส่วนแบ่งตลาดยังคงปรับตัวลดลงจนทำให้ไทยตกมาอยู่อันดับ 5 แพ้มาเลเซีย กับพม่า

ส่วนอโลหะ แนวโน้มตกจากเคยมีส่วนแบ่งทางการตลาดอันดับ 1 ในปี 2549 ตามหลังมาเลเซีย เนื่องจากการส่งออกหดตัวในปี 2550 แม้การส่งออกจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2551 แต่ส่วนแบ่งทางการตลาดในสินค้าดังกล่าวกลับลดลง

 

ทั้งนี้ผู้ส่งออกส่วนใหญ่ประมาณ 29% ได้เสนอให้ความเห็นว่าต้องการให้ภาครัฐเร่งทำกลยุทธ์เร่งด่วนที่ควรจัดทำเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับอุตสาหกรรมไทยในตลาดอาเซียน คือการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้สูงขึ้น ส่วนผู้ประกอบการประมาณ 21% เห็นว่าควรเร่งปรับลดต้นทุนต่อหน่วย และอีก 18% เห็นว่าควรเพิ่มศักยภาพของแรงงาน 14%เห็นว่าภาครัฐต้องเข้ามาสนับสนุนและส่งเสริม

 

ยาง-สิ่งทอ-ชิ้นส่วน-ไม้
อุตสาหกรรมดาวเด่น

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มสินค้าที่เป็นดาว คือ อุตสาหกรรมยาง  ซึ่งทำรายได้เข้าประเทศทำให้ไทยมีส่วนแบ่งสูงอันดับ 1 ในอาเซียน มีส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 45% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และแนวโน้มอุตสาหกรรมยางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549 เนื่องจากไทยมีศักยภาพด้านแรงงาน คุณภาพสินค้า

 

ส่วนสินค้าอีกกลุ่ม ที่ถูกจัดให้เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มทำเงิน ในตลาดอาเซียน มี 3 กลุ่ม คือ อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมไม้ โดยสิ่งทอ มีโอกาส เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 3 รองจากมาเลเซีย และอินโดนีเซีย

 

โดยไทยมีส่วนแบ่ง 18.2% ในปี 2551 ขณะที่ส่วนแบ่งทางการตลาดของประเทศคู่แข่งอย่างอินโดนีเซีย มีแนวโน้มลดลงในช่วงปี 2549-2551 ในขณะที่ส่วนแบ่งทางการตลาดของอินโดนีเซียลดลง รวมถึงศักยภาพแรงงาน คุณภาพสินค้า ระดับเทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับต้นๆ

ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ไทยมีส่วนแบ่งทางการตลาดในอาเซียนถึง 46% ในปี 2551 และยังมีโอกาสขยายตัวในทิศทางบวก ทั้งนี้ก็ยังมีข้อสังเกต  น่าจับตาว่าส่วนแบ่งตลาดของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2551 มีการปรับตัวลดลง ขณะที่ สิงคโปร์ และอินโดนีเซียเริ่มเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมทำเงินให้กับกลุ่มประเทศในอาเซียนด้วยเช่นกัน

 

ด้านผลิตภัณฑ์ไม้ เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีความเป็นไปได้ที่จะทำเงิน แม้ในปี 2547-2549 ไทยมีส่วนแบ่งทางการตลาดอันดับ 4 ของกลุ่มอาเซียนเป็นรองจากมาเลเซียน อินโดนีเซีย และพม่า แต่ส่วนแบ่งทางการตลาดของไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น เป็น 14.6% ในปี 2550 จากเดิมมีส่วนแบ่ง 7.3% ในปี 2549

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.