Switch to: uk
11 February 2012 14:38PM

อุตฯตะลุยแก้ต้นทุนโลจิสติกส์ วาดเป้าลดสินค้าคงคลัง 2.7 หมื่นล้าน

25 Jun 10 ,  prachachat.net
  • 0

นับวันการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมจะทวีความเข้มข้น จากแผนงานการผลิตขนาดใหญ่เพื่อประหยัดต้นทุนในอดีต เพื่อสร้างความได้เปรียบนั้น

 

ไม่สามารถรับประกันศักยภาพการแข่งขัน ที่ลูกค้าเรียกร้องมากขึ้นเรื่อย ๆ ในหลายด้าน การวางแผนการผลิตและการขายที่สมดุลกัน เพื่อให้เกิดภาระสต๊อกน้อยที่สุด จึงเป็นความใฝ่ฝัน ของผู้ประกอบการทุกราย เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ทีทีไอเอส จำกัด ได้จัดสัมมนาประจำปีขึ้น ณ โรงแรมโฟร์วิงส์

 

สุขุมวิท 26 โดยเชิญ นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม มาบรรยายถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรมไทย ดังต่อไปนี้

 

โดยนางอนงค์กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์ระบบโลจิสติกส์ประเทศไทยว่า จากการสำรวจสมรรถภาพการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีการใช้พารามิเตอร์มาวัดกว่า 300 ตัว ปี 2552 พบว่าสหรัฐอเมริกาครองแชมป์อยู่อันดับ 1 ฮ่องกงอยู่อันดับ 2 สิงคโปร์อยู่อันดับ 3 มาเลเซียอยู่อันดับ 18 และไทยอยู่อันดับ 26 ส่วนศักยภาพด้านโลจิสติกส์ (Logistics Performance Index : LPI) เยอรมนีครองแชมป์อันดับ 1 สิงคโปร์อันดับ 2 มาเลเซียอันดับ 29 และไทยอันดับ 35

หากพิจารณาถึงต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทยในปี 2550 ที่มีต้นทุนโลจิสติกส์ 18.8%ต่อจีดีพี เมื่อแยกออกมาจะเป็นต้นทุนการบริหารจัดการ 1.7% ต้นทุนการเก็บสินค้าคงคลัง 8.2% และต้นทุนค่าขนส่งสินค้า 8.9% ขณะที่ตัวเลขล่าสุดปี 2551 ไทยมีต้นทุนการบริหารจัดการ 1.7% ต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง 7.8% และต้นทุนค่าขนส่งสินค้า 9.1% เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นสูงในช่วงครึ่งปีแรก ตามแผนที่ภาครัฐและเอกชนวางเป้าหมายที่จะลดต้นทุนโลจิสติกส์ลงเหลือ 16% ต่อจีดีพี ในปี 2554 นั้น ตนคาดว่าน่าจะทำได้ที่ระดับ 17.5-18% ต่อจีดีพี

 

สำหรับแนวทางการลดต้นทุนโลจิสติกส์ของ กพร. เมื่อพิจารณาต้นทุนการบริหารจัดการในแต่ละ ปีค่อนข้างคงที่ เช่นเดียวกับต้นทุนค่าขนส่งสินค้าที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่ง ลดได้ยาก เพราะเป็นรายได้ของผู้ประกอบการขนส่ง ในขณะที่การลดต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีแต่ได้ และลดได้ง่ายกว่า อีกทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว อาทิ ญี่ปุ่นมีต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลังเพียง 3.2% ต่อจีดีพี สหรัฐมีต้นทุนเพียง 3.1% ต่อจีดีพี แต่ของไทยสูงกว่าค่อนข้างมาก และจากการศึกษาของสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะลดสัดส่วนของต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลังได้อีกประมาณ 10% จากการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ประเด็นในเรื่องนี้ จึงเป็นที่มาของแนวทางการลดต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลังของ กพร.ที่จะเน้นเป็นพิเศษในการดำเนินการในปีงบประมาณนี้

 

เมื่อพิจารณาต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลังปี 2550 ที่ระดับ 8.2% อยู่ในภาคสินค้าอุตสาหกรรม 23 กลุ่มเท่ากับ 3.03% ต่อจีดีพี คิดเป็นมูลค่า 2.57 แสนล้านบาท ภาครัฐมีเป้าหมายการลดต้นทุนโลจิสติกส์ภาคอุตสาหกรรม คือลดต้นทุนการถือครองสินค้า (Inventory Carrying Cost) ลดลง 15% คิดเป็นมูลค่า 2.7 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2559 และพบว่าต้นทุนการถือครองสินค้าใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบด้วยกลุ่มอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมีและพลาสติก ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์จากยางพารา สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มีต้นทุน การถือครองสินค้าสูงถึง 1.8 แสนล้านบาท โดยเฉพาะสินค้าอาหาร ที่มีฤดูกาล เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้มีต้นทุนสูงเกือบ 5 หมื่นล้านบาท

 

ทาง กพร.จึงได้ตั้งคณะทำงานในแต่ละกลุ่มขึ้นมา 7 กลุ่ม โดยเพิ่มเติมกลุ่ม ผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าไปให้คำปรึกษาการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในกลุ่มอุตสาหกรรมละ 5 บริษัท โดยตั้งเป้าที่จะลดต้นทุนการถือครองสินค้าลงประมาณ 300 ล้านบาท จากนั้นจะนำไปเผยแพร่ให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแต่ละกลุ่มดำเนินการลดต้นทุนการถือครองกันต่อไป

 

ส่วนแผนงานใหญ่ของ กพร.ในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรมปี 2554 ที่ใกล้จะถึงนั้น กพร.มีแผนงานจะทำทั้งหมด 3 แผน คือ 1.แผนพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์ภายในองค์กรของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีกิจกรรมพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการ โลจิสติกส์ภายในองค์กร เพื่อลดการถือครองสินค้าคงคลังของกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย การส่งเสริมการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการโลจิสติกส์ (ERP/EDI) สำหรับ SMEs การตรวจประเมินการจัดการโลจิสติกส์ภาคอุตสาหกรรมเพื่อเชิดชูเกียรติ

 

2.การยกระดับประสิทธิภาพบุคลากรด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน มีกิจกรรมสร้างนักจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนมืออาชีพ และการเสริมสร้างความรู้ด้านโลจิสติกส์อุตสาหกรรม 3.การพัฒนาการเชื่อมโยงโซ่อุปทานและปัจจัย พื้นฐานสำหรับภาคอุตสาหกรรม มีกิจกรรมจัดทำศูนย์บริการข้อมูลโลจิสติกส์ การ ส่งเสริมการรวมกลุ่มและจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า (Hub and Spoke) อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลาย (เม็ดพลาสติก)

 

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการลงทุนสำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ทุกประเภท การผลักดันอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนและนิคม อุตสาหกรรมหลังท่า (ปากบารา) เป็นต้น

Leave a comment :