Switch to: uk
11 February 2012 13:15PM

ธนาคารโลกชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ

25 Jun 10 ,  suthichaiyoon.com
  • 0

ธนาคารโลกเผยรายงานเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกวาศักยภาพประเทศ เร่งไทยทำเศรษฐกิจโตยั่งยืนมีสมดุล ฟื้นภาคบริการ การผลิตควบคู่การศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายใน ชดเชยส่งออกที่มีแนวโน้มหดตัวในปีหน้า เหตุความเสี่ยงตลาดเงินกับดีมานด์ผันผวนในต่างประเทศโดยเฉพาะยุโรป คาดว่าจีดีพีไทยปีนี้โต 6.1% เชื่อการเมืองมีความรุนแรงต่อเนื่อง แต่อยู่ในวงจำกัด แบงก์ชาติมั่นใจขึ้นเงินเดือนข้าราชการไม่กระทบเงินเฟ้อ

 นายเฟรดเดอริโก้ จิล ซานเดอร์ นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2553 ว่า ช่วงปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยยังเดินหน้าขับเคลื่อนได้ด้วยเครื่องยนต์เพียงตัวเดียวที่สำคัญคือการค้าและส่งออก ที่มีแนวโน้มยังไปได้ด้วยดี โดยมีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นตัวนำ


ขณะที่ปัจจัยวุ่นวายภายนอกประเทศ และความวุ่นวายจากการเมืองในประเทศ ส่งผลกระทบจำกัด สะท้อนจากดีมานด์ยังมีอยู่เช่นเดียวกับการผลิต ทำให้ธนาคารโลกคาดว่าจีดีพีไทยปี 2553 โต 6.1% ก่อนชะลอตัวเหลือ 3.6% ในปี 2554

 

ในเรื่องการส่งออกของไทย นายซานเดอร์ มองว่า การส่งออกไทยปีนี้ทำได้ดีจะขยายตัว 12.8% เนื่องจากตลาดส่งออกไทยไปทั่วโลก สหรัฐหรือยุโรป โดยเฉพาะในตลาดเอเชียแปซิฟิก ซึ่งดีมานด์ฟื้นตัวแล้วเกือบ 80% ขณะที่จีดีพีไตรมาสแรกขยายตัวแกร่งดีเกินกว่าคาดกันไว้ และคาดว่าจีดีพีไตรมาส 3 กับ 4 น่าจะดีด้วย กลายเป็นพลวัตช่วยเศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตดี

 

อย่างไรก็ตาม ข่าวลบเป็นผลกระทบจากวิกฤติการเมืองเกิดกับการท่องเที่ยวและภาคธุรกิจเกี่ยวข้องกับอุปสงค์ภายใน ทำให้ธนาคารโลกทบทวนปรับคาดการณ์จีดีพีปีนี้ ซึ่งเฉพาะไตรมาสแรกได้คาดการณ์ไว้สูง 7% ส่วนตอนนี้คาดการณ์ทั้งปีให้ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 6.1%

 

"เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง ไทยจำเป็นต้องมีการลงทุนใหม่ๆ มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการลงทุนใหม่ต้องใช้เวลากว่าจะทำให้การลงทุนสามารถขยายตัวได้อย่างช่วงก่อนเกิดวิกฤติ และการฟื้นตัวของกลุ่มเศรษฐกิจพัฒนาแล้วยังต้องใช้เวลา เพราะการฟื้นตัวไม่เต็มที่ของตลาดพัฒนาแล้วทั้งสหรัฐกับยุโรป หรือแม้แต่ไทยอาจทำให้จีดีพีขยายตัวช้าลงได้"

พึ่งส่งออกทำไทยเสี่ยงสุด

 

นายซานเดอร์ กล่าวถึงความเสี่ยงไทยมีมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต ตอนนี้ความเสี่ยงมากสุดอยู่ที่ไทยพึ่งพาส่งออกเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ไทยเผชิญปัญหาส่งออกหดตัวมากตามเศรษฐกิจโลกที่มีปัญหาช่วงวิกฤติทางการเงินปี 2551-2552 และส่งออกของไทยเพิ่งมาฟื้นได้ไม่นานช่วงกลางปี 2552

 

ขณะที่ความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศ คือปัญหาเกิดในยุโรปวิกฤติหนี้สาธารณะกรีซ ส่งผลกระทบด้านลบต่อไทย ยุโรปบางประเทศมีปัญหาการคลังงบขาดดุลยังสูงมากต้องแก้ไข พลวัตที่เคยช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตรงนี้เลยลดลง เพราะความต้องการซื้อจากยุโรปลดลง

เร่งสร้างดีมานด์ภายใน

 

นายซานเดอร์ เห็นว่าในระยะยาวนอกเหนือจากเครื่องยนต์สำคัญตัวเดียวที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตอนนี้คือการค้าส่งออกแม้ยังเคลื่อนไปได้ด้วยดี แต่ไทยจำเป็นต้องทำให้เครื่องยนต์อีกตัวหนึ่ง เป็นเครื่องยนต์ตัวที่สอง คือดีมานด์จากภายในและภาคบริการที่มีทักษะแรงงานมีคุณภาพได้รับการศึกษาที่ดี เข้ามาช่วยปรับสมดุลเศรษฐกิจไทยเสียใหม่ ให้ขยายตัวได้ทั่วถึงเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่อง

 

"ปัญหาตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่เครื่องยนต์ตัวแรก เพราะเครื่องยนต์ที่เป็นการค้าการส่งออกทำได้ดีอยู่แล้ว และไม่คิดว่าไทยควรเทรดและส่งออกน้อยลง แต่ปัญหาอยู่ที่เครื่องยนต์อีกตัวหนึ่งคือดีมานด์จากภายในต้องทำงานให้มากขึ้น หากเครื่องยนต์ตัวแรกที่มีอยู่ตัวเดียวคือส่งออกมีปัญหา ไทยก็จะยังมีเครื่องยนต์ตัวที่สองทั้งดีมานด์ภายในและภาคบริการเข้ามาช่วยสร้างสมดุลให้กับเศรษฐกิจได้"

นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลกมองความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก อาจทำให้ปี 2554 คาดว่าไทยโตได้แต่เป็นศักยภาพการโตต่ำและช้าลงเหลือเพียง 3.6% เพราะปีหน้าคิดว่าการผลิตเพื่อส่งออกลดลงไม่สามารถเป็นแรงหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากมายอย่างปีนี้ และไทยไม่ควรคาดหวังให้อุปสงค์ในต่างประเทศมีเสถียรภาพ ตลาดโลกยังมีความไม่แน่นอน ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้

 

ธนาคารโลกคาดการณ์ส่งออกของไทยปีหน้าลดลงเหลือ 7% ขณะที่อุปสงค์ในประเทศโดยเฉพาะการบริโภคขยายตัวได้ช้าลงจาก 2.1%ปีนี้ เป็น 3.7% ในปี 2554 เพราะยังมีความไม่แน่นอนทางการเมือง

 

แนะรัฐเร่งฟื้นภาคบริการ

 

“การพึ่งเครื่องยนต์ตัวเดียวอย่างส่งออกไม่ดีแน่ และไทยจำเป็นต้องปรับปรุงจัดการเครื่องยนต์หนึ่งที่มีอยู่คือภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์ การคิดค้นออกแบบ และด้านวิศวกรรม ตลอดจนอุปสงค์ภายในให้กลับมาทำงานได้ดีอีกครั้ง"

 

นายซานเดอร์ยกสถิติเตือนไทยให้เร่งทบทวนการพัฒนาภาคบริการในประเทศว่า ภาคบริการของไทยในปี 2451 เคยมีสัดส่วน 48% ของจีดีพีประเทศ แต่ตอนนี้กลับลดลงมาอยู่ที่ 44% เป็นพัฒนาการสวนทางกับจีนอย่างมาก เพราะในช่วงเดียวกันภาคบริการจีนเคยมีสัดส่วน 3 6% ตอนนี้สัดส่วนกลับเพิ่มเร็วมากเกิน 70%

 

ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องคิดแล้วว่าทำไงให้ภาคบริการขยายตัวได้เร็วขึ้นอย่างที่จีนทำได้ ไทยต้องกระตุ้นสร้างพลังงานขับเคลื่อนให้ภาคบริการ มีการวิจัยมากขึ้นเพื่อการพัฒนาในส่วนที่มีศักยภาพดึงดูดให้เกิดตำแหน่งงาน มีทักษะศักยภาพสูงขึ้น สามารถสร้างงานที่ทำเงินได้ค่าตอบแทนสูงทั้งในภาคบริการและภาคผลิต

 

“ต้องเพิ่มมูลค่าทักษะความสามารถทำงานสลับซับซ้อนให้คนไทย เพื่อออกแบบวางแผนผลิตสินค้า สร้างกระบวนการภาคการผลิตให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ช่วยกันคิดกระบวนการผลิต ผลิตแพทย์ให้มากขึ้น ผลิตนักวิชาการสามารถให้ความรู้ขั้นอุดมศึกษา หันมาใช้จ่ายลงทุนมากขึ้นด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษา และสร้างภาวะแวดล้อมการเงินเอื้อให้เกิดบริการการเงินมากขึ้น"

 

นายซานเดอร์เพิ่มเติมว่า การสร้างงานด้านวิศวกรรม การดีไซน์ คิดค้น สร้างหรือออกแบบทางด้านคอมพิวเตอร์ และกระบวนการผลิตมีมูลค่าเพิ่ม จะช่วยให้คนไทยได้ค่าตอบแทนสูง และส่งผลเป็นวัฏจักรช่วยให้ภาคบริการเติบโตได้อีกมาก

 

เร่งพัฒนาคุณภาพการศึกษา

 

นายซานเดอร์ ชี้ว่า การสร้างพลังกระตุ้นเครื่องยนต์ตัวที่สอง ต้องได้การปรับปรุงด้านการศึกษาเข้ามาช่วยด้วย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ในไทยมีจำกัด แต่การปรับปฏิรูปคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้น จะช่วยให้ผู้มีการศึกษาได้ค่าจ้างตอบแทนสูงขึ้น

 

"ถ้าคนไทยมีการศึกษาถึงขั้นอุดมศึกษามีคุณภาพมากขึ้น ตลาดแรงงานพร้อมจ่ายค่าตอบแทนให้สูง ตรงนี้ช่วยสร้างพลวัตและเพิ่มจำนวนคนชนชั้นกลาง ที่เป็นประชากรมีความรู้มีรายได้สูง และเป็นคนทำงานมีทักษะมากขึ้นในภาคบริการ"

 

การเมืองส่งผลกระทบจำกัด

 

นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลกชี้ว่า วิกฤติการเมืองปีนี้ส่งผลกระทบทางอ้อม 2 ส่วน ส่วนแรกกระทบการท่องเที่ยว คิดเป็น 8% ของจีดีพี อีกส่วนหนึ่งกระทบดีมานด์ในประเทศ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุนลดลง คนยังจับตาการเมือง เก็บเงินไม่ใช้จ่ายหรือลังเลที่จะลงทุน 2-3 เดือนข้างหน้า ส่งผลถึงอุปสงค์ในประเทศ ทั้งค้าปลีก ก่อสร้าง การเกษตร คาดว่าเติบโตต่ำค่อนข้างช้า

 

ในส่วนของการลงทุน คิดว่าระยะสั้นสำหรับนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนอยู่แล้วเชื่อว่ายังลงทุนต่อไป แต่ผลกระทบอาจมีต่อการลงทุนที่เข้ามาใหม่ ความเห็นของนายซานเดอร์สอดรับกับนายแมทธิว เวอร์กิส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของธนาคารโลก ที่ว่านักลงทุนที่สอบถามส่วนใหญ่ยังลงทุนอยู่ แต่ถ้ามีวิกฤติการเมืองแย่กว่านี้อาจต้องดูทบทวนกันใหม่

ตั้ง 3 สมมติฐานการเมือง

 

ทั้งนี้ในรายงานธนาคารโลกฉบับล่าสุด มองผลกระทบจากวิกฤติการเมืองโดยรวมในระยะยาวไว้ พิจารณาจาก 3 สมมติฐาน ซึ่งสมมติฐานแรกมีความเป็นได้น้อยที่สุด หากความรุนแรงเกิดจากการเมืองเกิดขึ้นยืดเยื้อยาวนานหลายเดือน ผลกระทบระยะยาวเชิงลบ สร้างแรงกดดันบั่นทอนการโตของธุรกิจ ยิ่งไม่มีเครื่องยนต์สำคัญคือส่งออกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จะเกิดแรงกดดันต่ออุปสงค์ภายใน และทำให้รัฐบาลต้องเบนความสนใจจากการพัฒนาเศรษฐกิจแก้ปัญหาอื่น จึงเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจอาจหยุดชะงักซบเซา

 

สมมติฐานที่สอง ซึ่งมองดีมาก แต่เป็นไปได้น้อยมาก คือหากการแก้ปัญหาการเมืองผ่านไปได้ด้วยดี จะช่วยไทยอยู่บนเส้นทางสร้างเสถียรภาพการเมืองได้มากขึ้น แต่การแก้ปัญหาในสมมติฐานที่สองต้องใช้เวลา

 

ส่วนสมมติฐานที่สาม ซึ่งเป็นไปได้มากที่สุด คือความรุนแรงทางการเมืองยังมีอยู่ แต่ยังมีจำกัดควบคุมได้ ทำให้การเติบโตในระยะกลางยังเป็นบวก ด้วยแรงหนุนจากการลงทุนและการบริโภคขยายตัวปานกลาง แต่ไม่น่าจะมีการเติบโตของเศรษฐกิจในอัตราเร่ง หรือโตเฉลี่ยได้ไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปีเหมือนในอดีต

 

ชมภาคการเงิน-การคลังแกร่ง

 

นายซานเดอร์ ยังกล่าวถึงภาคการเงินของไทยขณะนี้ว่า มีโครงสร้างแข็งแกร่ง หนี้ไม่ก่อรายได้ต่ำ งบดุลรัฐ ฐานะการเงินการคลังของรัฐ การค้าต่างประเทศแข็งแกร่งเช่นกัน ซึ่งตรงนี้ช่วยได้ในเวลาเกิดวิกฤติการเมือง ดังนั้นรัฐบาลและเอกชนในภาคการเงิน ต้องดำเนินการบริหารจัดการให้ส่วนต่างๆ ข้างต้นแข็งแกร่งต่อเนื่องในระยะยาว

 

“งบดุลภาครัฐแข็งแกร่ง แต่การปรับลดขาดดุลการคลังจะช่วยให้สถานะทางการคลังของไทยดีในระยะยาว ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องปรับลดทันที แต่สิ่งเร่งด่วนต้องทำคือการลงทุนจากภาครัฐต้องดำเนินการให้มากขึ้น ให้มีการเบิกจ่ายจากภาครัฐเพื่อลงทุนมากขึ้น ในไตรมาสแรกปีนี้การลงทุนของรัฐยังทำได้ไม่ดี ขยายตัวต่ำแม้รัฐพยายามลงทุนแล้วก็ตาม" นายซานเดอร์ ตั้งข้อสังเกต

เฟดตรึงดอกเบี้ย

 

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0-0.25% ในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. พร้อมส่งสัญญาณว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำมากเป็นประวัติการณ์ต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง ทำให้นักลงทุนกังวลว่าการคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำนานเกินไป อาจทำให้สินทรัพย์สกุลดอลลาร์มีมูลค่าน้อยลงและไม่น่าดึงดูดใจ

 

นอกจากนี้ เฟดระบุด้วยว่า วิกฤติหนี้สาธารณะของยุโรปส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น พร้อมกับชี้ว่า สภาวะในตลาดการเงินกำลังส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราการปล่อยกู้ของภาคธนาคารหดตัวลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

 

เฟดประเมินภาวะเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง โดยคาดหมายว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจะดำเนินต่อไป ขณะที่ตลาดแรงงานค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น และการใช้จ่ายภาคครัวเรือนปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่จะถูกจำกัดด้วยอัตราว่างงานที่อยู่ในระดับสูง

 

แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากรายงานของกระทรวงพาณิชย์ที่เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านใหม่ประจำเดือนพ.ค. ร่วงลง 32.7% มาอยู่ที่ระดับ 300,000 ยูนิตต่อปี ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะอยู่ที่ 410,000 ยูนิต เนื่องจากผู้บริโภคชะลอการซื้อบ้าน เมื่อนโยบายลดหย่อนภาษีของรัฐบาลหมดอายุในเดือนเม.ย.

ธปท.เชื่อคุมเงินเฟ้อได้

 

ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 5% ไม่น่าจะมีผลต่อการปรับขึ้นของอัตราเงินเฟ้อมากนัก เนื่องจากเม็ดเงินที่นำมาใช้จำนวน 3 หมื่นล้านบาท ก็อยู่ในกรอบงบประมาณเดิม และคิดเป็นเพียง 0.3% ของจีดีพี

“เป้าหมายเงินเฟ้อเรายังเหมือนเดิม คือ 0.5-3% ไม่มีการปรับ การเคลื่อนไหวตอนนี้ก็ยังอยู่ในกรอบของเรา และคาดว่าทั้งปีเงินเฟ้อน่าจะอยู่ที่ 1-2%" ดร.ธาริษา กล่าว

 

ส่วนกรณีที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมนั้น ต้องบอกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในต่างประเทศกับในไทยนั้น มีความแตกต่างกัน และหลายประเทศในเอเชียก็ถือว่ามีเศรษฐกิจที่ดี

 

“ต่างประเทศกับเรานั้น ถือว่าคนละสถานการณ์กัน ซึ่งหลายประเทศในเอเชียมีเศรษฐกิจที่ดีมาก ประเทศที่มีเศรษฐกิจดี มีความกังวลในเรื่องของเงินเฟ้อและฟองสบู่ ก็ต้องดำเนินนโยบายอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเศรษฐกิจของเราเองก็ดี การส่งออกมีการขยายตัวต่อเนื่อง และการใช้จ่ายในประเทศก็ยังมีโมเมนตัมอยู่ ดังนั้นความจำเป็นต้องมีนโยบายการเงิน การคลัง ที่ผิดปกติเหมือนสมัยก่อน คงน้อยลง" ดร.ธาริษา กล่าว

 

Leave a comment :