นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในงานสัมมนา “ทางออกวิกฤติโลจิสติกส์ไทย” จัดโดยคณะกรรมาธิการคมนาคม วุฒิสภา ว่า ปัญหาระบบโลจิสติกส์ของไทยยังมีต้นทุนสูงเกือบร้อยละ 20 ของจีดีพี ขณะที่ประเทศอื่นที่พัฒนาแล้วต่ำกว่าร้อยละ 10 ของจีดีพี และในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้เพียงร้อยละ 1-2 เท่านั้น เพื่อให้ประเทศไทยลดต้นทุนและแข่งขันกับประเทศอื่นได้ จึงต้องพัฒนาระบบการขนส่งให้มีความพร้อม
โดยตั้งเป้าหมายลดต้นทุนโลจิสติกส์จากปัจจุบันให้เหลือร้อยละ 15 เร็วที่สุด และยังมุ่งให้ได้ร้อยละ 10 เมื่อพัฒนาทุกด้านให้ความสมบูรณ์ เพราะที่ผ่านมา ครม.อนุมัติแผนการซ่อมแซมระบบราง การแก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟกับถนนนับพันจุดใน 5 ปีข้างหน้า วงเงิน 170,000 ล้านบาท และเร็ว ๆ นี้จะมีการนำเรื่องเสนอ ครม.พิจารณาก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ด้วยการเชิญภาคเอกชนในประเทศและต่างประเทศร่วมลงทุน จึงเชื่อว่าจะสามารถลดต้นทุนการขนส่งได้
ด้านนายธนิต โสรัตน์ เลขานุการคณะกรรมาธิการด้านโลจิสติกส์ วุฒิสภา กล่าวว่า เป้าหมายของนายกรัฐมนตรีในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ต้องพัฒนาหลายส่วน เพราะเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์น้อยมาก อีกทั้งธนาคารโลกได้จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ในปี 2553 ไทยยังอยู่อันดับที่ 35 ลดจากอันดับที่ 31 ในปี 2550
การจะลดต้นทุนการขนส่งต้องพยายามเปลี่ยนการขนสินค้าจากการใช้รถบรรทุกที่มีสัดส่วนร้อยละ 88 ของการขนส่งสินค้า เพราะเป็นการขนส่งที่ใช้น้ำมันสูงมาก จึงควรเปลี่ยนจากขนส่งทางถนนไปสู่ระบบราง เพื่อขนส่งทางรถไฟประหยัดกว่าทางถนน 3.5 เท่า แต่ระบบรางกลับมีการขนส่งเพียงร้อยละ 2.3
อีกทั้ง ยังเห็นว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือ และโครงการขนาดใหญ่ต้องประสบกับปัญหาการทำประชาพิจารณ์ในการสร้างท่าเรือหรือก่อสร้างระบบขนส่งที่ผ่านชุมชน ทำให้เรื่องล่าช้ามาก และหากจะเน้นให้มีการขนส่งระบบรางมากขึ้นจะต้องผ่าโครงสร้างบริหารของ รฟท. เพื่อให้มีหน่วยงานดูแลเรื่องดังกล่าวให้เกิดประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่หลายฝ่ายต้องร่วมกันแก้ปัญหา
ขณะที่นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลดต้นทุนโลจิสติกส์ไม่จำเป็นต้องสร้างถนนหรือพัฒนาระบบรางเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญคือการพัฒนาระบบการบริหารคลังสินค้า ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 42 ของต้นทุนรวม โดยมีมูลค่า 750,000 ล้านบาท การบริหารจัดการโลจิสติกส์มีสัดส่วน ร้อยละ 9 ของต้นทุนรวม มีมูลค่า 150,000 ล้านบาท ทั้ง 2 ด้านรวมกันมากกว่าต้นทุนด้านขนส่ง ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 49 ของต้นทุนรวมหรือมีมูลค่า 823,000 ล้านบาท
ดังนั้น การพัฒนาคลังสินค้าบริหารจัดการโลจิสติกส์มีความสำคัญไม่แพ้กัน ในการปรับเปลี่ยนให้เอกชนพัฒนาระบบการเชื่อมโยงข้อมูล และการปรับปรุงอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าของกรมศุลกากรและการแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อแก้ปัญหาทุกส่วนพร้อมกันก็จะสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้
















Leave a comment :