ปัจจุบันได้มีการเตรียมการรองรับข้อตกลง FTA อาเซียน-จีน โดยเฉพาะในประเด็นการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทย-จีน ซึ่งดูเหมือนว่าไทย-จีน ต่างก็จะได้รับผลประโยชน์แบบ win-win ในอนาคต แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง กลับพบปัญหามากมาย
โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้สนับสนุนทุนในการทำวิจัยโครงการเตรียมความพร้อมด้านโลจิสติกส์เพื่อตอบรับสถานการณ์ FTA อาเซียน-จีน ขึ้น เพื่อหาว่าในฐานะที่ไทยเป็นทางผ่านการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนนั้นทำอย่างไรไทยจึงจะใช้โอกาสนี้ให้ได้รับประโยชน์สูงสุด โดยได้แบ่งคณะทำการวิจัย 3 คณะด้วยกัน คือ การศึกษาระบบโลจิสติกส์ของการค้าไทย-จีน เพื่อรองรับข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน กรณีศึกษาการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน นำโดย รศ.ดร.รุธิร์ พนมยงค์และคณะ,กรณีศึกษาสินค้าส่งออกไปจีน โดย ดร.เจริญชัย โขมพัฒราภรณ์ และคณะ และการกระจายสินค้าและการเข้าถึงตลาดในประเทศจีน ซึ่งใช้ผลไม้เป็นกรณีศึกษา โดย รศ.ดร.แก้วตา โรหิตรัตนะ และคณะ
ผลการศึกษาของทั้ง 3 คณะ พบว่าแม้ไทยจะมีช่องทางในการเพิ่มมูลค่าการค้าที่ไทยจะได้ประโยชน์ แต่อุปสรรคด้านโลจิสติกส์ของไทยยังมีอยู่มาก ขณะที่ข้อตกลงทางการค้าระหว่างกันก็ไม่สามารถใช้ได้จริงในระดับปฏิบัติ โดยเฉพาะกรณีข้อตกลงระหว่างประเทศที่จีนทำอย่างหลากหลายกับหลายประเทศ เช่น จีน-ลาว จีน-อาเซียน จีน-ไทย ทำให้ระดับปฏิบัติคือเจ้าหน้าที่ของฝ่ายจีนเองยังมีความสับสนในข้อตกลงที่มีหลายฉบับว่ามีผลบังคับใช้อย่างไร ทำให้สุดท้ายหันกลับไปใช้กฎระเบียบในประเทศที่คุ้นเคยดีอยู่แล้ว จึงมีการกีดกันทางการค้าเกิดขึ้น
ขณะที่สินค้าไทยต้องส่งผ่านไปตามเส้นทางต่าง ๆ ที่ต้องผ่านประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญคือ ลาว กับพม่า ทำให้มีค่าใช้จ่ายในกรณีภาษีผ่านแดนอีก ทำให้ต้นทุนของสินค้าสูงขึ้นมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ไทยพลาดโอกาสในการเพิ่มมูลค่าการค้าของฝ่ายไทยให้สูงขึ้นได้
ไม่รับประกัน-ถนนเสร็จช่วยพ่อค้าไทย
รศ.ดร.รุธิร์ พนมยงค์ คณะการพาณิชยศาสตร์และบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผศ.ดร.อภิชาต โสภาแดง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ศึกษากรณีการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนจากไทย ผ่านประเทศเพื่อนบ้านไปยังผู้บริโภคเมืองจีน กล่าวว่า จุดที่ศึกษานั้นจะเน้นไปที่การนำสินค้าไทยส่งไปทางมณฑลยูนนาน หรือจีนตอนใต้ที่ติดกับภาคเหนือของไทย พบว่าแม้ภาครัฐของไทยจะมีข้อมูลด้านการค้าระหว่างกันในแถบนี้อยู่บ้างแต่ก็ยังไม่สะท้อนความเป็นจริงเท่าไรนัก
โดยจากการศึกษาพบว่าข้อมูลการส่งออกสินค้าผ่านชายแดนไทยจากภาคเหนือตอนบน มี 3 ช่องทางคือ ด่านศุลกากรอำเภอเชียงแสน เชียงของและ แม่สาย มีสินค้าส่วนใหญ่ส่งทางอำเภอเชียงแสน และมีการขนส่งทางน้ำมากที่สุด และมูลค่ารวมการส่งสินค้าขาออกและขาเข้าในปีงบประมาณ 2548 กระจุกตัวอยู่ที่อำเภอเชียงแสนมากที่สุด โดยมีมูลค่าการส่งออกไปจีนประมาณ 3,376 ล้านบาท มูลค่านำเข้าจากจีน 524 ล้านบาท สินค้าที่ส่งมากที่สุดคือลำไย รองลงมาคือยางพารา น้ำมันเชื้อเพลิง ด้ายยางยืด น้ำมันปาล์ม ฯลฯ
สำหรับเส้นทางการค้าระหว่างไทย-จีนนั้นในเส้นทางทางบกจะมีปัญหาเรื่องการเมืองภายในประเทศมาก ส่งผลต่อต้นทุนและเวลาในการขนส่ง ขณะที่เส้นทางการขนส่งทางน้ำยังติดปัญหาน้ำโขงตื้นเขินและปัญหานโยบายการปล่อยน้ำจากจีนเอง
อย่างไรก็ดี เส้นทางที่มีการก่อสร้างเพื่อเชื่อมต่อระหว่างกันนั้น ต่อไปจะมีทั้งหมด 3 เส้นทางคือ โครงการถนนหมายเลข 3 ในแนวเหนือ-ใต้ มี 2 เส้นทางหลักคือ เส้นทาง R3W ผ่านประเทศพม่า (กรุงเทพ-เชียงราย-แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก-เชียงตุง-เมืองลา-สิบสองปันนา-คุนหมิง รวมระยะทางประมาณ 1,850 กิโลเมตร) และR3E ผ่านประเทศสปป.ลาว (กรุงเทพ-เชียงราย-เชียงของ-บ่อแก้ว-หลวงน้ำทา-บ่อเต็น-บ่อหาน-เชียงรุ้ง-คุนหมิง รวมระยะทางทั้งสิ้น 2,000 กิโลเมตร) และการขนส่งทางน้ำผ่านแม่น้ำโขง
"เส้นทาง R3E คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จปีพ.ศ. 2551 เส้นนี้ใช้แหล่งเงินทุน 3 ฝ่ายในการจัดสร้างคือ ไทย,ADB และจีน โดยจีนเลือกใช้เงินทุนจาก ADB เพื่อให้ถ่ายทอดเทคโนโลยี ต่อไปถนนเส้นนี้จะเป็นถนนที่ดีที่สุดในการขนส่งสินค้าระหว่างไทย-จีน"
การขนส่งผ่านแม่น้ำโขง ส่วนใหญ่มีการขนส่งสินค้าลำไยอบแห้งและยางพารา มีค่าใช้จ่ายในการขนส่ง 1.5-2 หยวนต่อกิโลกรัม ใช้เวลาประมาณ 2 วัน สำหรับการขนส่งทางวิธีอื่นจะมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูงกว่ามาก เช่นการขนส่งทางอากาศจะมีต้นทุนการขนส่ง 40,000 บาทต่อตัน,การขนส่งทางบกเส้นทางผ่านลาวใช้เวลาน้อยที่สุดคือ 1-2 วัน ค่าใช้จ่าย 3,000-4,000 บาทต่อตัน ฯลฯ
อย่างไรก็ดีภาพรวมการส่งสินค้าจากไทยไปจีนนั้นพบว่าค่าใช้จ่ายประมาณร้อยละ 50 เกิดจากค่าใช้จ่ายจากการขนถ่ายสินค้า ค่าธรรมเนียมตรวจตราสินค้า ค่าใช้จ่ายพิธีการส่งออกและขนถ่ายท่าเรือ และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มการนำเข้าในจีน ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตของไทยสูงขึ้นมาก ไม่สามารถแข่งขันได้จริง หรือแข่งขันได้แต่น้อย แม้ว่าเส้นทางถนนจะสร้างเสร็จ แต่ก็ใช่ว่าเส้นทางนี้จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญจริง เพราะมีปัจจัยสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะระเบียบข้อตกลงที่มีแต่กรอบ แต่ไม่มีในทางปฏิบัติ
เน้นขายฝากผลไม้-ไม่มีข้อมูลการตลาดในจีน
ขณะที่ทีมของ รศ.ดร.แก้วตา โรหิตรัตนะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการศึกษาการกระจายสินค้าและการเข้าถึงตลาดในประเทศจีน โดยใช้ทุเรียนกับมังคุดเป็นกรณีศึกษา ซึ่งพบว่ารูปแบบการนำผลไม้เข้าไปในจีนนั้น เป็นรูปแบบการขายฝาก ซึ่งเป็นการส่งผ่านไปทางฮ่องกง โดยบริษัทขนส่งสินค้าในฮ่องกงจะเป็นตัวแทนในการดำเนินงานขนถ่าย โดยจะส่งต่อไปยังตลาดเจียงหนาน นครกว่างโจว มณฑลกว่างตง ซึ่งเป็นตลาดขนส่งสินค้าที่สำคัญที่สุดในจีน และตลาดลำดับ 2 คือ ตลาดเทียนผิงเจี้ย จากนั้นการขนส่งทุเรียนและมังคุดไปยังเมืองอื่น ๆ จะใช้รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ลากไป
จากการศึกษาพบว่าการส่งออกสินค้าผลไม้ไทยไปจีนนั้น ไม่มีการวางแผนการตลาด ไม่มีการศึกษามณฑลที่ต้องการผลไม้แต่ละอย่าง ดังนั้นจึงควรโฟกัสไปที่ตลาดที่เป็นไปได้ในการส่งผลไม้ไทยไปขาย ซึ่งต้องศึกษาเส้นทางการขนส่งในแต่ละพื้นที่ให้เหมาะสมด้วย ที่สำคัญต้องรักษาคุณภาพของสินค้า รวมทั้งแพกเกจให้เป็นทางการ ไม่ใช่ยัดผลไม้จนกล่องไม่สามารถปิดได้เหมือนที่ทำกันในขณะนี้
ต้นทุนขนส่งยางพาราแพง-ท่าเรือสงขลาไม่พัฒนา
ด้านทีมวิจัยนำโดย ดร.เจริญชัย โขมพัฒราภรณ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มีการศึกษาสินค้าไทยที่ส่งออกไปจีนโดยเน้นไปที่ ยางพารา ซึ่งเป็นสินค้าที่ส่งออกไปจีนจำนวนมาก โดยมีมูลค่า 32,000 บาทปี 2548 ซึ่งจีนมีสัดส่วนนำเข้ายางพาราไทยมากถึงร้อยละ 41.52 ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด
จากการศึกษาพบว่า ยางพาราไทยมีการส่งออกไปจีน 6 วิธีคือ ท่าเรือสงขลาโดยทางรถบรรทุก ด่านปาดังเบซาร์/สะเดา/เบตง ทางรถบรรทุกและตู้คอนเทนเนอร์ ด่านปาดังเบซาร์ ทางรถไฟ ท่าเรือกรุงเทพ หรือ ท่าเรือแหลมฉบัง โดยทางรถไฟ หรือทางรถบรรทุก หรือทางเรือชายฝั่ง
พบว่าการขนส่งส่วนใหญ่ พ่อค้าไทยจะไปใช้ด่านปาดังเบซาร์ มีระยะไกลกว่าด่านสงขลา ทั้งนี้เพราะว่าด่านสงขลา ไม่มีการพัฒนาท่าเรือ ไม่มีเครนยกตู้ ไม่มีอุปกรณ์ขนถ่ายที่ทันสมัย ฯลฯ ไม่มีตู้คอนเทนเนอร์เพียงพอ ทำให้เที่ยวเรือมีจำนวนจำกัด และต้นทุนสินค้าเพิ่มสูงมาก พ่อค้าไทยจึงต้องหันไปใช้เส้นทางอื่นแม้จะมีระยะทางไกลกว่า
อีกทั้งเส้นทางขนส่งยางพารานั้นยังเน้นส่งไปที่มณฑลทางชายฝั่งของจีน และส่งต่อไปเมืองอื่น ๆ ซึ่งทำให้ค่าขนส่งแพง อีกทั้งหลายมณฑลอยู่ติดกับกุ้ยโจว และเขตปกครองตนเองจ้วง กว่างสี ซึ่งผลิตยางพาราส่งให้มณฑลอื่นในจีนอยู่แล้ว จึงแนะนำว่าควรมีการสำรวจทางการตลาดว่ามณฑลไหนมีความต้องการใช้ยางพาราสูง เช่นจากนโยบายรวมของจีนจะมีผลกับมณฑลใดแทน เช่น เหลียวหนิง จี้หลิน เทียนจิน ซึ่งจีนต้องการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการผลิตยางรถยนต์และประกอบรถยนต์
















Leave a comment :