นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีมอบรางวัลอุตสาหกรรมประจำปี 2553 หรือ The Prime Minister’s Industry Award 2010 วานนี้ (16 ส.ค.) และมอบนโยบายว่า การเปิดเขตการค้าเสรีอาฟตาและการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัวในหลายระดับ เพื่อรองรับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่รัฐบาลพร้อมร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น การลดต้นทุนโลจิสติกส์
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายใหม่ของภาคอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่การทำให้คนมีรายได้หรือมีอาชีพเท่านั้น แต่ต้องมีจัดการที่ไม่ให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน
“ภาคอุตสาหกรรมวันนี้ ไม่ได้มีหน้าที่แค่การทำงานคนมีรายได้ มีอาชีพ แต่มีหน้าที่ต้องมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานให้แรงงาน พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตให้แรงงานให้ดีขึ้นด้วย” นายกฯ ระบุ พร้อมย้ำว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกคาดว่าจะเติบโตสูงกว่า 10% และตนมั่นใจว่าในปี 2553 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตที่ระดับ 6-7%
นายอนุสรณ์ มุทราอิศ กรรมการบริหารบริษัท เดลต้า อิเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้บริษัทเติบโตมาถึงวันนี้เป็นเพราะได้ปรับนโยบายเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว โดยเน้นการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาสินค้าใหม่ เช่น หลอดไฟฟ้าส่องสว่างแบบ LED ที่ประหยัดพลังงานได้ 60% อุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์ เช่น ชาร์จเจอร์ และเทเลคอมเพาเวอร์ ซึ่งรองรับการพัฒนาเทคโนโลยี 3จี
นายกรกฤช จุฬางกูร กรรมการผู้จัดการบริษัท ซัมมิต โอโต บอดี้ อินดัสทรี จำกัด กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 40% หรือคิดเป็นรายได้ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท จากปกติเติบโตปีละ 20% ซึ่งเป็นผลจากคำสั่งซื้อที่อั้นมาจากปีที่แล้ว โดยเฉพาะคำสั่งซื้อชิ้นส่วนรถปิกอัพและรถยนต์อีโคคาร์ที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ภาพรวมของอุตสาหกรรมพบว่าในปีนี้ จะมีการประมาณการยอดการผลิตรถยนต์เพิ่มจาก 1.2 ล้านคันเป็น 1.6 ล้านคันแล้ว ส่วนในปีหน้าแนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์ก็ยังดีต่อเนื่องจาก และบริษัทเองได้รับคำสั่งผลิตชิ้นส่วนรถยนต์โมเดลใหม่อีก 7 โมเดล ทำให้คาดว่าปีหน้ารายได้ของบริษัทจะเติบโตที่ระดับ 10-15%
นางสุวรรณา จิวัฒนไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซองเดอร์ ไทยออร์กานิคฟูด จำกัด กล่าวว่า สินค้าของบริษัทจะเป็นผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพและอยู่ในตลาด ที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี โดยบริษัทร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนต่างๆ ในการส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับการผลิตวัตถุดิบปลอดสารพิษ และให้ชุมชนหรือชาวบ้านส่งผลผลิตให้บริษัทในรูปแบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ซึ่งสร้างรายได้ให้กับชุมชน แต่สิ่งที่ทำให้ผลิตภัณฑ์แข่งขันได้นั้น ไม่ใช่แค่การมีวัตถุดิบปลอดสารพิษเท่านั้น แต่ต้องมีการพัฒนาเครื่องจักร เช่น เครื่องจักรที่บริษัทใช้อยู่เป็นเครื่องจักรที่ของบริษัทคิดค้นเอง ซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่าการสั่งซื้อจากต่างประเทศมาก
นอกจากนี้ การสร้างแบรนด์และผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักของตลาด จำเป็นต้องเน้นเรื่องการทำแพ็คเกจจิ้งด้วย เพราะก่อนหน้านี้บริษัทไม่มีการทำแพ็คเกจจิ้ง แต่เมื่อทำให้สินค้ามีความโดดเด่นยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัวปัจจุบัน 30-40 ล้านบาท
















Leave a comment :