ดังนั้นการเปิดตลาดการค้าเสรีที่เกิดขึ้น โอกาสความเป็นไปได้ในการเปิดเสรีด้านโลจิสติกส์มีมากน้อยแค่ไหน และภาพรวมของรูปแบบ พฤติกรรมการให้บริการโลจิสติกส์ การลงทุน ปัญหา/อุปสรรคของผู้ประกอบการไทยในการเตรียมความพร้อมต้องทำอะไรบ้างนั้น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงได้ร่วมกับ วิทยาลัยการขนส่งและโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา จัดสัมมนาในหัวข้อ "การศึกษาความพร้อมและการปรับตัวของสาขาบริการโลจิสติกส์ของไทยต่อการเปิดเสรีการค้าบริการ" เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อระดมความคิดในการศึกษาความเป็นไปได้ ตลอดจนติดตามผลกระทบ และประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
++แนะเอกชน-รัฐ งัดกลยุทธ์รับมือ
ดร.จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา ผู้อำนวยการ กลุ่มงานส่งเสริมธุรกิจบริการโลจิสติกส์ กรมการส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า จากแนวนโยบายการจัดทำเขตการค้าเสรีของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยให้มีการทบทวนการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีทวิภาคีที่ยังเจรจาคั่งค้าง เช่น ความตกลงทางการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) เหล่านี้จะส่งผลให้นโยบายการค้า Free and Fair Trade มีแนวคุ้มกัน และจะส่งผลกระทบต่อทั้งภาคเอกชนและรัฐ ดังนั้นเอกชนต้องปรับระบบโลจิสติกส์ของตัวเองให้พร้อมต่อเงื่อนไขปริมาณการค้าระหว่างไทยกับคู่ค้าในข้อตกลงเอฟทีเอที่ทำเพิ่มขึ้น
รวมไปถึงการแสวงหาผลประโยชน์ที่ได้จากเอฟทีเอโดยศึกษารายละเอียดสินค้าส่งออก/นำเข้าอย่างลึกซึ้ง และการเร่งขยายเครือข่ายการกระจายสินค้าและพันธมิตรทางการค้าให้มากขึ้น
ทั้งยังต้องปฏิบัติตามกติกาที่กำหนดในเอฟทีเอโดยเคร่งครัด ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการโลจิสติกส์ ได้แก่ การปฏิบัติตามระบบข้อกำหนดด้านคุณภาพและมาตรฐานสินค้าที่กำหนด การใช้ประโยชน์จากกฎแหล่งกำเนิดสินค้า
ขณะที่หน่วยงานภาครัฐจะต้องร่วมมือบริหารในลักษณะที่เป็นซัพพลายเชนและคลัสเตอร์ของสินค้า พร้อมกับพัฒนาระบบโลจิสติกส์และการอำนวยความสะดวกทางการค้าให้เป็นมาตรฐาน อีกทั้งพัฒนาระบบตรวจสอบสินค้าให้มีคุณภาพและมาตรฐานเป็นสากล มีความโปร่งใสด้านการบริหารจัดการและเผยแพร่ข้อมูลกฎระเบียบการค้า อีกทั้งการกำหนดกรอบกลยุทธ์การพัฒนาโลจิสติกส์ทางการค้าของไทย (ตารางประกอบ) เพื่อให้สามารถอยู่รอดในยุคการเปิดเขตเสรีการค้า
นายสุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ ผู้อำนวยการส่วนยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ สำนักคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ กล่าวถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการรองรับการเปิดเสรีการค้าหรือเอฟทีเอ คือ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ เพราะขณะนี้ไทยมีปัญหามากมายที่ส่งผลกระทบกับการพัฒนาโลจิสติกส์ ทั้งวิกฤติน้ำมัน ภัยความไม่สงบภายในประเทศ การก่อการร้าย การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ แผนพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่ยังไม่มีความชัดเจน ปัญหาการคุกคามของบริษัทข้ามชาติ
นอกจากนี้การขนส่งสินค้าของไทยส่วนใหญ่กว่า 88% ใช้การขนส่งโดยรถยนต์จึงทำให้มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงสูง แต่จากการประเมินการเติบโตของธุรกิจโดยรวมใน 3-4 ปีข้างหน้าหลังจากมีการเปิดการค้าเสรีร่วมกับนานาประเทศ ธุรกิจโลจิสติกส์จะมีการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับตรงจุดนี้ โดยองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ เช่น กรมศุลกากร ด่านผ่านแดนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโลจิสติกส์จะต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทางพิธีกรรมทางศุลกากรเพื่อให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วขึ้น
ทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ ควรกำกับดูแลการกำหนดโครงสร้างทางธุรกิจ รวมถึงโครงสร้างทางการคมนาคม ในการก่อสร้างเส้นทางการขนส่ง ทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ให้มีความสะดวกที่สุด โดยเฉพาะทางน้ำซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งที่แตกต่างจากการขนส่งแบบอื่นๆ ที่สามารถขนส่งสินค้าได้จำนวนมากแต่ใช้ค่าใช้จ่ายน้อยมากเมื่อเทียบกับการขนส่งประเภทอื่นๆ เพราะไม่มีการเก็บค่าผ่านทางหรือการผ่านด่านเพิ่มเติมจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
++แจงต่างชาติบีบไทยเปิดเสรี
ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการเปิดเขตการค้าเสรี ไทยจะต้องรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอของผู้ประกอบการต่างชาติในการปรับเปลี่ยนข้อกฎหมายและการปฏิบัติในลักษณะเดียวกับคนไทย โดยกลุ่มผู้ประกอบการในภาคการขนส่งทางบก การขนส่งทางทะเล การขนส่งทางอากาศ เช่น การขอให้เจ้าหน้าที่ไทยปฏิบัติกับผู้ประกอบการต่างชาติเยี่ยงคนในชาติ ยกเพดานผู้ถือหุ้นต่างชาติ ยกเลิก Economic Need Test ที่เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าทางถนน การยกเลิกเพดานผู้ถือหุ้นต่างชาติในกิจการพาณิชยนาวี การขนส่งหลายรูปแบบ และกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับโลจิสติกส์ ยกเลิกสิทธิตามมาตรการสงวนสินค้าลงเรือไทยที่กำหนดให้สินค้าที่รัฐบาลนำเข้าต้องใช้เรือไทย การลดข้อจำกัดให้ต่างชาติซื้อและถือครองที่ดิน ยกเลิกการให้เงินอุดหนุนข้ามแก่บริการไปรษณียภัณฑ์ทางอากาศ (ตารางประกอบ)
รวมถึงการเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ไม่เอื้อต่อการเปิดตลาดโลจิสติกส์ อาทิ กฎหมายการเดินเรือในน่านน้ำไทย กฎหมายเรือไทย กฎหมายส่งเสริมการพาณิชยนาวี กฎหมายศุลกากร กฎหมายไปรษณีย์ กฎหมายการเดินอากาศ กฎหมายการขนส่งทางบก กฎหมายรถยนต์ กฎหมายกำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ 39 อาชีพ เช่น ห้ามขับเรือ ขับรถบรรทุก กฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กฎหมายการรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย กฎหมายการขนส่งต่อเนื่องต่อหลายรูปแบบ และอาจจะมีกฎหมายหลายฉบับที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาด้วย
++เอกชนสร้างเครือข่ายสู้ต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีโลจิสติกส์จะช้าหรือเร็วก็ต้องเกิดขึ้น ซึ่งภาคเอกชนมีความพร้อมในการแข่งขันมากน้อยแค่ไหน เรื่องนี้ นายธนิต โสรัตน์ ประธานกรรมการวีเซิร์ฟกรุ๊ป ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ เผยว่า การเปิดการค้าเสรีจะทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านธุรกิจสูง โดยเฉพาะในปี 2553 ที่ทางสภาพัฒน์ประกาศนโยบายการเริ่มต้นเข้าสู่การค้าเสรีทางการค้าแบบเต็มรูปแบบ ภาษีทุกหมวดจะเข้าสู่การเป็นศูนย์ แม้ปัจจุบันต้นทุนทางโลจิสติกส์ในจีดีพีของประเทศอยู่ที่ 19% ขณะที่การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของไทยอยู่ในอันดับที่ 32 ของโลกในปี 2548 ซึ่งเป็นอันดับที่ลดลงมาก เพราะในปี 2547 ไทยเคยอยู่ในอันดับที่ 27
จึงถึงเวลาที่ทุกฝ่ายควรให้ความร่วมมือในการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจโลจิสติกส์มีการเติบโตเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนไปสู่การแข่งขันในช่วงการเปิดการค้าเสรีได้ สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของภาคธุรกิจโลจิสติกส์ในการเตรียมความเพื่อการก้าวสู่การเปิดการค้าเสรี ได้แก่ การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจในระดับโลก ซึ่งหากไม่สร้างเครือข่ายแล้วบริษัทข้ามชาติจะได้เปรียบในด้านการทำการตลาดเพราะมีความชำนาญอยู่แล้วในการขยายตลาดสู่สากล อีกทั้งต่างชาติยังมีข้อได้เปรียบเรื่องเงินทุนอีกด้วย
ดังนั้นไทยจะต้องพยายามปรับเปลี่ยนการทำงาน พัฒนาเทคโนโลยีให้ทันกับต่างชาติ จะต้องทำการตลาดที่เน้นการสร้างลูกค้าในทุกกลุ่ม ไม่จำเป็นต้องให้การทำงานอยู่ในกลุ่มประสานงาน แต่จะต้องเน้นหาลูกค้า การสร้างโปรโมชัน ออกแพ็กเกจที่ดี กลุ่มพนักงานประสานงานต้องมีความเป็นเวิลด์คลาสมีความสากล มีทัศนคติที่ดีในการบริการ ทั้งภาครัฐควรเข้าใจในบทบาทและความสำคัญของโลจิสติกส์ด้วย
ด้านนายศรัณย์ บุญญะศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ เอเอ็มพี กรุ๊ป กล่าวว่า การเปิดเขตการค้าเสรี ถือเป็นโอกาสดีที่ภาคเอกชนไทยจะต้องหันมาวางแผนพัฒนาตนเองเพื่อการแข่งขันทางการค้าและบริการมากขึ้น ส่วนสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากการเปิดการค้าเสรี สินค้าจากประเทศจีนและประเทศอื่นหลั่งไหลเข้าไทยมากขึ้น และด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าทำให้การแข่งขันทางธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น เกิดแรงกดดันจากภาคอุตสาหกรรม การเพิ่มจำนวนของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ข้ามชาติมากขึ้น การจะส่งเสริมการสร้างศักยภาพรองรับ เอฟทีเอ คือ การหันมาศึกษาข้อมูลในการวางแผนการดำเนินการ
ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องเข้าใจบทบาทของตนเอง เมื่อภาคเอกชนมีการปรับตัวในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาตนเองแล้ว ภาครัฐเองจะต้องปรับโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่การก่อสร้างสาธารณูปโภค เช่น การสร้างถนน ท่าเรือ ต้องทำเพื่อประโยชน์ต่อชาติจริงๆ ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ต่างชาติ โดยเป็นเพียงแค่ทางผ่านให้ต่างชาติขนส่งสินค้าระหว่างกันดังเช่นแผนเดิมการเชื่อมต่อการขนส่ง 4 ทิศ ซึ่งประเทศไทยอาจจะกลายเป็นเมืองผ่าน เส้นทางลำเลียงสินค้า แต่ไม่ใช่จุดพักกระจายสินค้า หรือการทำธุรกิจการค้าแก่กัน จึงอยากให้ปรับเปลี่ยนเป็นการเชื่อมโยงจีน อินเดีย ในทิศทางนี้มากกว่า อีกทั้งมีมาตรฐานการสนับสนุนการลงทุนในภาคเอกชนโดยรับฟังข้อเสนอแนะของเอกชนให้มากขึ้น
ทั้งหมดล้วนเป็นความเห็นของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งการเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจโลจิสติกส์ต่อการเปิดเสรีการค้าและการบริการ คงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมมือกันดำเนินการเชื่อมโยงเครือข่ายเพื่อสร้างค่านิยมในการลงทุน การสร้างความเข้าใจ เข้าถึงประสิทธิภาพของการประสานงาน บุคลากร ในการทำงานด้านโลจิสติกส์ และจะต้องคำนึงถึงการลดต้นทุนที่ทำให้เกิดผลกำไรมากขึ้น อีกทั้งภาครัฐและเอกชนต้องเข้าใจบทบาทของตัวเอง
ส่วนในภาคนโยบายการกำหนดข้อเจรจาระหว่างประเทศในการปรับแผนยุทธศาสตร์ต่างๆ ต้องกำหนดทิศทางเดียวกัน
















Leave a comment :