หากประเมินเฉพาะต้นทุนค่าขนส่งจะมีสัดส่วนร้อยละ 9 ของจีดีพี เนื่องจากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นอย่างมาก ดังนั้น หากมีการลงทุนเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพระบบขนส่ง รวมทั้งผสมผสานรูปแบบการขนส่งที่มีต้นทุนต่ำกว่าและประหยัดพลังงานได้มากกว่า เพราะหากลดต้นทุนโลจิสติกส์ลงได้ทุกๆ ร้อยละ 1 ของจีดีพี จะประหยัดต้นทุนทางเศรษฐกิจของประเทศลงได้ถึง 100,000 ล้านบาทต่อปี ด้วยการเดินหน้าพัฒนา ท่าอากาศยาน ท่าเรือ ระบบราง และโครงข่ายเชื่อมโยงทางถนน เช่น โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิขั้นที่ 2 รองรับผู้โดยสารจาก 45 ล้านคนต่อปี เป็น 60 ล้านคนต่อปี และพัฒนาสนามบินดอนเมืองกลับมาใช้ประโยชน์ รองรับการขนส่งสินค้าทางอากาศ
โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังขั้นที่ 3 การพัฒนาศักยภาพท่าเรือน้ำลึกชายฝั่งตะวันออกเป็นโครงการที่ควรเร่งผลักดันการก่อสร้างให้เริ่มต้นได้ภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยภาครัฐมีแผนพัฒนาให้เปิดดำเนินการได้ในปี 2562 เพราะในปี 2560 การรองรับตู้สินค้าของท่าเรือแหลมฉบังขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ใกล้เต็มศักยภาพ 10.8 ล้านทีอียูต่อปี เนื่องจากปริมาณการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศผ่านท่าเรือแหลมฉบังขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ 10 ต่อปี จึงต้องเร่งหาแผนรองรับการบริหารจัดการประสิทธิภาพท่าเรือแหลมฉบังในช่วงดังกล่าว รวมไปถึงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกชายฝั่งตะวันตก เพื่อความแออัดของท่าเรือและพื้นที่อุตสาหกรรมชายฝั่งตะวันออก (Eastern Seaboard) จึงต้องเดินหน้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในระดับภูมิภาค หลังจากได้เลือกแนวทางสนับสนุนการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวายในประเทศพม่า เพื่อเปิดประตูขนส่งสินค้าของไทยและที่ผ่านเข้าไทยออกสู่ชายฝั่งตะวันตก
โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ต้องเร่งเร่งขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมการเดินทางในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อลดปัญหาการจราจร และเพิ่มการใช้บริการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน แทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เพราะการเดินทางในเขตกรุงเทพฯ ต้องสูญเสียเชื้อเพลิงจากปัญหาจราจรติดขัดไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นหากลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและการสูญเสียเชื้อเพลิงลงได้ร้อยละ 10 ก็จะลดต้นทุนทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี
โครงการรถไฟรางคู่ มีต้นทุนต่ำกว่ารถบรรทุก และยังขนส่งสินค้าได้ปริมาณที่มากกว่า จึงลดต้นทุนค่าขนส่งของธุรกิจ ภาครัฐตั้งเป้าหมายว่าการขนส่งสินค้าทางรถไฟผ่านท่าเรือแหลมฉบังจะเพิ่มขึ้นจาก 400,000 ทีอียูต่อปี เป็นไม่น้อยกว่า 1,000,000 ทีอียูต่อปี หรือเกือบ 3 เท่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากสามารถเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าทางรถไฟทั่วประเทศให้เพิ่มขึ้น 3 เท่าจากปัจจุบัน จะสามารถประหยัดต้นทุนค่าขนส่งลงได้ไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี โดยปัจจุบัน ประเทศไทยมีระบบรถไฟรางคู่เพียง 340 กม.หรือคิดเป็นร้อยละ 8.4 ของโครงข่ายรถไฟทั่วประเทศ ขณะนี้ เส้นทางฉะเชิงเทรา–แหลมฉบัง ใกล้แล้วเสร็จ ภาครัฐเตรียมก่อสร้างอีก 6 เส้นทาง หากมีการพัฒนาครบทั้งหมด จะทำให้ศักยภาพของระบบรถไฟทางคู่เพิ่มขึ้นอีก 951 กม.จากปัจจุบัน
โครงการรถไฟความเร็วสูง ความคืบหน้าล่าสุด ไทยและจีนได้มีการจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ – หนองคาย และกรุงเทพ – สุดชายแดนภาคใต้ของไทย แต่ต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาพิจารณาเห็นชอบอีกครั้งก่อนที่จะมีการลงนาม ส่วนอีก 3 เส้นทางที่เหลือ คือ กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ กรุงเทพฯ – อุบลราชธานี และกรุงเทพฯ – ระยอง กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาจัดทำรายละเอียดโครงการและรูปแบบการลงทุน การพัฒนารถไฟความเร็วสูงเป็นโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง จึงต้องพิจารณาจัดลำดับความสำคัญ ความคุ้มค่าของโครงการ และรูปแบบการจัดหาแหล่งเงินลงทุนที่เหมาะสม
โครงข่ายเชื่อมโยงทางถนนกรมทางหลวง กำลังศึกษาก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) 5 เส้นทาง เชื่อมจากกรุงเทพฯ ออกสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคใต้ และภาคกลาง ซึ่งเส้นทางภาคตะวันตก (บางใหญ่ – นครปฐม – กาญจนบุรี) นับเป็นสายยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเชื่อมต่อไปถึงโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายของพม่า รวมทั้งทางเชื่อมเส้นทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย (Asian Economic Corridors) เพื่อสร้างบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาคนี้ จึงเป็นการบ้านสำคัญในการพัฒนาระบบพื้นฐานสำคัญทางเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่.- สำนักข่าวไทย
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.