เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 55 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บทวิเคราะห์ของบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับเครดิตของไทย มองว่าในปี 55 ภาคอุตสาหกรรมที่คาดว่าน่าจะมีแนวโน้มขยายตัวดี ประกอบด้วย ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจพลังงาน ส่วนธุรกิจ ที่ต้องติดตามความเสี่ยง ได้แก่ ธุรกิจบ้านและที่อยู่อาศัย ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจสถาบันการเงิน และธุรกิจเกษตรและอาหาร
ทั้งนี้ ทริสฯ มองว่า ธุรกิจก่อสร้าง การก่อสร้างน่าจะฟื้นตัวในปี 55 หลังจากน้ำลดลงแล้ว เนื่องจากการที่อุทกภัยใหญ่ในปี 54 ได้สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เป็นวงกว้าง นับเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดโครงการก่อสร้างซ่อมแซมและโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐหลายโครงการ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการบางรายอาจได้รับผลกระทบจากความล่าช้าของโครงการ
ส่วนธุรกิจค้าปลีก ผู้ประกอบการค้าปลีกเกี่ยวกับอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้าน รวมทั้งเครื่องใช้ภายในบ้าน ของตกแต่ง และเฟอร์นิเจอร์ มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบในเชิงบวกจากอุทกภัย เนื่องจากครัวเรือนจำนวนมากต้องซ่อมแซมบ้านที่อยู่อาศัยให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคน่าจะกลับคืนสู่สภาพปกติ
ขณะที่ธุรกิจพลังงาน คาดว่าน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 55 นอกจากนี้ ผู้ประกอบการอาจได้รับผลดีจากการปรับขึ้นราคาพลังงานในปี 55 แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณความต้องการพลังงานด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ ทริสฯ ยังคงติดตามความเสี่ยงของลูกค้าทุกรายอย่างต่อเนื่อง โดยมีอุตสาหกรรมที่เห็นว่าต้องจับตามองเป็นพิเศษ ดังนี้ บ้านและที่อยู่อาศัย เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ยังคงส่งผลกระทบในเชิงลบต่อผู้ประกอบการในปี 55 ซึ่งความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยลดลง โดยเฉพาะในเขตภัยพิบัติ ที่จะมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการที่มีโครงการเหลือขายในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม เช่น รังสิต ลำลูกกา สายไหม บางบัวทอง และราชพฤกษ์ เป็นต้น แต่ผลกระทบต่ออันดับเครดิตของผู้ประกอบการต่างๆ ยังขึ้นอยู่กับการกระจายตัวของโครงการในเขตต่างๆ และความเพียงพอของสภาพคล่องของธุรกิจ เพื่อรองรับภาระหนี้ที่จะครบกำหนดในระยะสั้น
ขณะที่ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมและธุรกิจให้เช่าโรงงานและคลังสินค้าที่ถูกน้ำท่วม มีความเป็นไปได้ สูงที่จะได้รับผลกระทบต่อเนื่องมาถึงปี 55 ในรูปค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและการป้องกันภัยพิบัติ ที่อาจเกิดในอนาคตเพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ขณะที่ความต้องการซื้อที่ดินในนิคม และการเช่าโรงงานในพื้นที่ภัยพิบัติ อาจได้รับผลกระทบระยะสั้น อย่างไรก็ดี นโยบายของรัฐบาลที่ชัดเจนในการจัดการปัญหาน้ำท่วม น่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการเอกชนในกรณีนี้ได้
ด้านธุรกิจสถาบันการเงิน ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี 54 หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในระบบสถาบันการเงินของไทยเท่ากับ 2.8% ลดลงจาก 3.6% ณ สิ้นปี 53 ผลกระทบจากน้ำท่วมที่มีต่อภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ น่าจะก่อให้เกิดการว่างงานและการขาดรายได้ของประชากรบางกลุ่ม ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ในระยะสั้น อย่างไรก็ดี เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมาตรการผ่อนผันให้สถาบันการเงินสามารถคงสถานะการจัดชั้นลูกหนี้ที่เป็นหนี้ปกติ หรือกล่าวถึงเป็นพิเศษที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยได้จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 55 การผ่อนปรนดังกล่าว จึงน่าจะทำให้ยอด NPL ของระบบสถาบันการเงินยังไม่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น
อย่างไรก็ดี ภายหลังจากมาตรการดังกล่าวสิ้นสุดลง ทริสเรทติ้งคาดว่า NPL น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงตั้งแต่กลางปี 55 เป็นต้นไป ซึ่งอาจทำให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินประเภท Non-bank จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสถาบันการเงินที่มีอัตราส่วนสำรองหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ
สำหรับธุรกิจขนส่ง ความต้องการโดยสารทางอากาศของนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ รวมทั้งความต้องการบริการขนส่งสินค้าทางอากาศและทางเรือ มีแนวโน้มจะชะลอตัวตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
ส่วนธุรกิจเกษตรและอาหาร สินค้าเกษตรและอาหารอาจจะได้รับผลกระทบในด้านการส่งออก เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรป อาจลุกลามจนทำให้เศรษฐกิจโลกทรุดลง และจะส่งผลทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ ภัยธรรมชาติที่เกิดมากขึ้น ก็เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงอีกประการหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยด้วย
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.