หากไล่เรียงอันดับประเทศที่น่าลงทุนและกำลังมาแรงขณะนี้คงจะหนีไม่พ้น 2 ประเทศคือ เวียดนาม และอินเดีย ซึ่ง 2 ประเทศ ดังกล่าวได้รับการความสนใจด้านการลงทุนทั้งจากนักลงทุนไทยเองและนักลงทุนต่างประเทศ เพราะเล็งเห็นถึงโอกาสการขยายตัวทางการตลาด และความพร้อมในด้านการต้อนรับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งไม่เพียงแต่นักลงทุนไทยเท่านั้นที่แห่เข้าไปลงทุนใน 2 ประเทศดังกล่าว หากแต่มีหลายประเทศอาทิ จีน เกาหลี ไต้หวัน และญี่ปุ่นก็หันให้ความสนใจเพื่อช่วงชิงโอกาสนำหน้าก่อนที่ประเทศทั้งหลายจะแห่เข้าไปลงทุนตามมา
เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างไทย-อินเดีย มีมานานโดยใน 4 ปี ที่ผ่านมา อินเดียมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) สูงมากโดยจีดีพีเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 8 และ จึงเป็นช่วงที่เหมาะสมที่ไทยจะขยายการค้า-การลงทุนหากดูตัวเลขในปี 2534 การค้าและการลงทุนระหว่างไทย-อินเดียอยู่ที่ต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในปี 2549 หลังจากที่ไทย-อินเดีย เปิดเขตการค้าเสรี (FTA) ทำให้มูลค่าการค้าทั้ง 2 ฝ่ายเพิ่มเป็น 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มเป็น 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2550 และคาดว่าปีนี้มากกว่าปีที่แล้ว
การค้า-ลงทุน "อินเดีย" สดใส
บุณิกา แจ่มใส ผู้อำนวยการส่วนเอเชียใต้ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศมองว่า อินเดียเป็นประเทศขนาดใหญ่ มีประชากรเป็นอันดับสองรองจากประเทศจีน และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตังสูงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายของประเทศไทยกับอินเดียสอดคล้องกันโดยอินเดียมีนโยบาย Look West ในขณะที่ไทยมีนโยบาย Look East ซึ่งทั้ง 2 ฝ่าย ได้เปิดการค้าเสรีทวิภาคี โดยยกเลิกภาษีสินค้า 0% จำนวน 82 รายการ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2549 อาทิ เงาะ ลำไย มังคุด ทุเรียน องุ่น ข้าวสาลี อาหารทะเลกระป๋อง (ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ปลาแมกเคอเรล และปู อัญมณีและเครื่องประดับ เม็ดพลาสติก เครื่องปรับอากาศ พัดลม ตู้เย็น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ เป็นต้น ซึ่งภายหลังจากลดภาษีสินค้า 82 รายการส่งผลให้การค้าขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้การค้าขายกับอินเดียมีปัญหา และอุปสรรค เช่น อินเดียเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง และยังมีการเก็บภาษีอื่นๆภายในประเทศ สำหรับระบบพิธีการศุลกากรมีความยุ่งยาก ซับซ้อน และล่าช้า ด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการขนถ่ายสินค้า และมีพื้นที่ขนาดใหญ่ การขนส่งสินค้าใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง นอกจากนี้มีการลอกเลียนแบบสินค้าเกิดขึ้นจำนวนมากและรวดเร็ว ซึ่งการเจรจาการค้าจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดอุปสรรค และบรรเทาปัญหาลงได้
อุตฯ"ก่อสร้าง" ดาวเด่นน่าลงทุน
อย่างไรก็ตาม แม้ไม่มี FTA ไทย-อินเดียก็อยากให้ผู้ประกอบการได้ไปเปิดตลาดที่อินเดีย เพราะตลาดอินเดียเป็นตลาดที่มีศักยภาพ และขยายตัวสูง ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา (2546-2550) การค้าไทย-อินเดียมีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 2,904.38 ล้านเหรียญสหรัฐฯ การส่งออกของไทยไปอินเดียเฉลี่ย 1,511.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และไทยนำเข้าจากอินเดียเฉลี่ย 1,193.18 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2550 การค้ารวมไทย-อินเดียมีมูลค่า 4,730.56 ล้านเหรียญสหรัฐฯขยายตัว 38% โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 598.27 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาลด และยกเลิกภาษีสินค้าส่วนที่เหลือกว่า 3,000 รายการ
"หากเราไม่รีบเข้าไปลงทุนอาจจะตกขบวนได้เพราะนักลงทุนจากประเทศ จีน เวียดนาม ไต้หวัน เกาหลี จ่อแซงหน้าไทยเข้าไปลงทุนจำนวนมากในขณะนี้ " ผอ.ส่วนเอเชียใต้ กรมเจรจาการค้าต่างประเทศระบุและว่า สำหรับอุตสาหกรรมที่นักธุรกิจไทยควรจะเข้าไปลงทุนน่าจะเป็นการก่อสร้างทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นเรื่องการก่อสร้างถนน โรงแรม คอนโด และโครงสร้างพื้นฐานทุกประเภทน่าลงทุนทั้งนั้น นอกจากนี้ธุรกิจอัญมณี สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ การแปรรูปอาหาร พลังงาน การสำรวจก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน เกษตรแปรรูป ยางพารา ก็เชื่อว่าน่าจะขยายการค้าและการลงทุนได้มากขึ้น
สำหรับการลงทุนของนักลงทุนไทยในประเทศอินเดียนับเป็นอันดับ 3 ของประเทศในกลุ่มอาเซียนรองจากมาเลเซีย และสิงคโปร์ และลงทุนเป็นอันดับที่ 19 ในกลุ่มนักลงทุนต่างชาติทั้งหมดโดยในช่วง 16 ปีที่ผ่านมามีโครงการลงทุนของไทยในอินเดียทั้งสิ้น 144 โครงการ รวมมูลค่า 831.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.12 ของการลงทุนจากต่างประเทศในอินเดียทั้งหมด
"เวียดนาม" การเมืองนิ่งเอื้อลงทุน
ขณะที่ประเทศเวียดนามเป็นอีกประเทศที่นักลงทุนไทยไปลงทุนในด้านสิ่งทอจำนวนมากขณะที่นักลงทุนต่างชาติก็ยังให้ความสนใจอย่างมากโดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่นยังเคยให้เครดิตเวียดนามว่า เป็นประเทศที่น่าลงทุนที่สุด "ดร.จักรกรินทร์ ศรีมูล" อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และในฐานะที่ปรึกษาการลงทุนไทยในประเทศเวียดนาม-ลาวของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI ) กล่าวว่า อย่างไรก็ดีการที่เวียดนามได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ในอันดับที่ 150 ของประชาคมการค้าโลกเมื่อ 11 มกราคม 2550 ที่ผ่านมาทำให้เวียดนามต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยเรื่องการค้าการลงทุนของเวียดนามเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการของ WTO ยังทำให้นักลงทุนมั่นใจมากขึ้น
นอกจากนี้ด้วยจำนวนประชากรที่มากถึง 85 ล้านคนทำให้ประเทศเวียดนามเป็นตลาดขนาดใหญ่สำหรับการลงทุน หลังการเปิดประเทศชาวเวียดนามต่างตื่นตัวกับสินค้าและบริการใหม่ๆทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นซึ่งสังเกตได้จากการใช้จ่ายซื้อรถจักรยานยนต์ของชาวเวียดนามที่มีราคาสูงกว่าประเทศไทยประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกกำลังการซื้อของชาวเวียดนามได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ชาวเวียดนามยังได้รับการโอนเงินกลับประเทศของชาวเวียดนามที่อพยพไปอยู่ต่างประเทศ (เวียดกิว) เนื่องจากภัยสงครามประมาณ 3 ล้านคน โดยมีเงินโอนกลับประเทศประมาณ 3-4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชาวเวียดนามมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยบริโภคสินค้าที่มีราคาสูงโดยเฉพาะในเขตนครโฮจิมินห์ และ ฮานอย
"ธุรกิจบริการ" มาแรง.!
ขณะเดียวกันในการเข้าเป็นสมาชิก ASEAN Free Trade Area (AFTA) ของเวียดนามจะทำการปรับลดภาษีการนำเข้าสินค้าจากประเทศสมาชิกลงให้เหลือ 0-5 เปอร์เซ็นต์ภายใต้ระเบียบของเขตการค้าเสรีอาเซียน และในอนาคตหาก AFTA มีผลบังคับใช้เต็มที่ประเทศเวียดนามและประเทศในแถบเอเซียก็จะเป็นเสมือนประเทศเดียวกัน เนื่องจากไม่มีกำแพงภาษีกีดกัน เช่น หากทำการผลิตในเวียดนามแล้วส่งออกมายังประเทศไทยก็จะไม่มีภาษี เปรียบเสมือน ทำการผลิตในจังหวัดมุกดาหารแล้วส่งสินค้ามายังกรุงเทพฯ
" ตอนนี้มีแนวโน้มว่าธุรกิจบริการต่างๆ( SERVICE )ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสปา ร้านอาหาร ธุรกิจโรงแรมน่าจะมาแรงในปีนี้เพราะคนเริ่มมีเงินมากขึ้น อีกทั้งนักธุรกิจที่เข้าไปทำธุรกิจก็มากมายน่าจะเป็นอีกโอกาสหนึ่งหากคิดจะไปลงทุน" ดร.จักรกรินทร์ ระบุ
โฟกัสประเทศน่าลงทุน "อินเดีย" มาแรงทุกเรื่องโดยเฉพาะก่อสร้างทุกประเภท ทั้ง "อาหาร-เกษตรฯ" ก็มีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมาก กรมเจรจาฯย้ำต้องรีบก่อนที่คู่แข่งจะยึดพื้นที่ไปครอง ขณะที่ "เวียดนาม"ยังแรงต่อเนื่องเพราะกม.เอื้อลงทุน ทั้งสิทธิทางภาษีก็โดนใจ ชี้ช่องรวย "ธุรกิจบริการ" ปีนี้ดาวรุ่ง
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.