Switch to: uk
23 May 2012 13:56PM

BOI บูม "ปีลงทุนไทย" ตั้งเป้าดึงเงิน 7 แสนล้านบาทเข้าประเทศ

17 Apr 08 ,  Prachachat
  • 0
บรรยากาศการลงทุนในประเทศไทยขณะนี้ คงจะคึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากรัฐบาลได้ประกาศให้ประเทศไทยในปี 2551-2552 เป็นปีแห่งการส่งเสริมการลงทุน (Thailand Investment Year) วัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการปรับตัวเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย

นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กล่าวว่า จากมาตรการต่างๆ ที่มาช่วยเสริมเรื่องของการลงทุน สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้มากขึ้น

คาดว่าในปีนี้จะมีโครงการที่มาขอรับการส่งเสริมจากทั้งนักลงทุนในและต่างประเทศจะมีมูลค่าถึง 7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีมูลค่าขอรับการ ส่งเสริมการลงทุนอยู่ 6.5 แสนล้านบาท และคาดการณ์ว่าจากนี้ไปอีก 3 ปี (2551-2554) ตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุนจะมียอดสะสมรวม 3 ล้านล้านบาท

สำนักคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องของการลงทุน โดย นายสาธิต ชาญชาวน์กุล เลขาธิการ BOI กล่าวว่า BOI ได้วางมาตรการดำเนินงานช่วงปี 2551-2552 ไว้ 8 มาตรการสำคัญ คือ 1)พัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรม ที่ประเทศไทยมีศักยภาพ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น 2)สร้างฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เอทานอล, ก๊าซชีวภาพ, ไบโอเทคโนโลยี 3)ส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต จัดหาพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นเขตอุตสาหกรรมในบริเวณชายฝั่งทะเลภาคใต้

4)ส่งเสริมการปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และแก้ไขปัญหาของภาคอุตสาหกรรม ด้วยมาตรการทางภาษี 5)ส่งเสริมการลงทุนของอุตสาหกรรมไทยในต่างประเทศ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น อาหาร ชิ้นส่วนยานยนต์ 6)ดำเนินกิจกรรมชักจูงการลงทุนเชิงรุก เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของประเทศและสร้างความ เชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

7)ปรับปรุงการให้การบริการ และมาตรการต่างๆ ที่เอื้อต่อการลงทุน อาทิ ปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน, จัดตั้งศูนย์บริการนักธุรกิจและนักลงทุน, ลดเวลาการพิจารณาโครงการของกลุ่มกิจการ SMEs จาก 60 วัน ให้เหลือ 20 วัน และ 8)จัดตั้งกองทุนพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน

ด้าน นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในอดีตเมื่อ 30 ปีก่อนไทยมีการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันการลงทุนคิดเป็นสัดส่วน 40% ของ GDP ไทยมีนโยบายปรับปรุงมาต่อเนื่อง ซึ่งบางครั้งก็ทำได้รวดเร็ว แต่ก็อาจยังไม่เพียงพอ เพราะประเทศเพื่อนบ้านก็ยังมีการปรับปรุงได้รวดเร็วกว่า

ดังนั้นประเทศไทยจะต้องสำรวจตัวเอง 4 เรื่อง คือ 1)เรื่องผลิตภาพการผลิตการเติบโตของ GDP 8% พบว่ามาจากปัจจัยทุน 5.1% แรงงาน 2.1% และปัจจัยอื่น เทคโนโลยี การวิจัย พัฒนา .5% นั่นหมายถึงไทยค่อนข้างเน้นมาจากทุนเป็นหลัก แต่ในกระบวนการปรับปรุงผลิตภาพการผลิตมีน้อย ถ้าไม่ปรับจะน่าเป็นห่วง

2)มาตรฐานอุตสาหกรรมไทยจะต้อง ไม่เป็นแบบจีน การผลิตไม่ว่าจะจำหน่าย ในประเทศ หรือส่งออก จะต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่แยกส่วนไม่เช่นนั้น ก็ไม่สามารถเข้าสู่เวทีโลกได้

3)แนวนโยบายการผลักดันการลงทุนต่างๆ ต้องไปด้วยกันทั้งภาครัฐและเอกชนไม่ใช่ของใครของคนใดคนหนึ่งเป็นนโยบายแห่งชาติ ถึงจะสร้างความเชื่อมั่นการลงทุนระยะยาวได้ และ 4)ทำการ ตลาดให้มีความเข้มแข็งซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรามีคู่แข่งมาก ต้องมองการตลาดเป็นเรื่องหลัก

นายเดวิด นาโดน ผู้แทนหอการค้า ต่างประเทศ กล่าวว่า บรรยากาศการลงทุนของไทยตอนนี้เริ่มดีขึ้น ซึ่งการที่ไทยได้เปิดเสรีการค้ากับประเทศต่างๆ ก็จะเป็นการดึงดูดมากขึ้น โดยสิ่งที่คาดหวังให้รัฐบาลดำเนินการต่อเนื่องคือ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการส่งเสริมโครงการยกระดับการขนส่งระบบราง, การพัฒนาบุคลากร

นายมิทซึฮิโระ โซโนดะ ประธาน หอการค้าญี่ปุ่น กล่าวว่า ไทยและญี่ปุ่น ร่วมกันพัฒนาภาคอุตสาหกรรมมานาน และวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 10 ปีก็ร่วมมือกันเอาชนะอุปสรรคมาได้ ขณะนี้มีบริษัทใหม่ๆ ของญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น เพราะไทยมีจุดเด่นในด้านความสมดุลการลงทุน ทั้งในส่วนตลาด และการส่งเสริมอุตสาหกรรม

"เห็นด้วยกับแนวคิดปีแห่งการลงทุน แต่ไทยต้องเร่งพัฒนาฝีมือแรงงาน ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการค้าในกรอบของการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) และกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจใน อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส) และควรพัฒนาท่าเรือใหม่ๆ รองรับอุตสาหกรรมที่โตขึ้น และต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมเซาเทิร์นซีบอร์ด"

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.