เกือบ 2 เดือนแล้วที่รัฐบาล "ครม.หมัก1" เข้ามาบริหารประเทศโดยหนึ่งในความหวังประชาชนคือการแก้ไขปัญหาปากท้องเรื่องปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ตกสะเก็ดมาตั้งแต่ยุคขิงแก่ รัฐบาลชุดนี้ได้ออกนโยบายต่างๆเพื่อเร่งฟื้นความมั่นใจแก่นักลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษี, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า, ลดธรรมเนียมค่าโอนบ้าน, นโยบายพักหนี้เกษตรกร มาตรต่างๆเหล่านี้ที่ทยอยออกมาจะฟื้นความเชื่อมั่นภายในประเทศได้จริงหรือไม่และภาคอุตสาหกรรมใดที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นบ้างแล้ว เพราะนั่นจะคือคำตอบที่ว่ารัฐบาลได้เดินมาถูกทางแล้วหรือไม่นั่นเอง..!
รับนโยบายแก้ปัญหาตรงจุด
รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลัง จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวถึงมาตรการของรัฐบาลที่ทยอยมาในรอบเกือบ 2 เดือนมองว่า ต้องยอมรับว่านโยบายของรัฐบาลชุดนี้ค่อนข้างมีระบบคือประกาศออกมาที่ละชุด และแต่ละชุดก็แก้ปัญหาแต่ละจุดของประเทศอย่างมีระบบ อย่างชุดแรกการลดภาษีต่างๆก็เพื่อเพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชนให้สามารถจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่วนภาคเอกชนก็มีความมั่นใจก็ขยายการลงทุนเพิ่มเติมนี่คือสัญญาณที่ดีที่ประเทศกำลังจะฟื้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย แต่ภาครัฐเองก็ไม่ควรประกาศนโยบายพร่ำเพรื่อเพราะทั้งภาคเอกชน และประชาชนอาจจะรอนโยบายซึ่งอาจจะดีกว่าที่ประกาศออกมาแล้วซึ่งจะส่งผลให้การแก้ไขปัญหาไม่บรรลุวัตถุประสงค์ได้
นอกจากนี้เมื่อทั้งภาคเอกชนและประชาชนเริ่มจับจ่ายและลงทุนมากขึ้นภาครัฐก็ต้องเร่งโครงการเมกกะโปรเจกต์ต่างๆให้เกิดขึ้นจริงเพราะจะทำให้เกิด 3 ประสานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศทั้งประชาชน -เอกชน -ภาครัฐไปพร้อมๆกันจะทำให้ประเทศฟื้นตัวได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้
ขณะที่เป้าหมายต่อไปคือการแก้กฎหมาย หรือพ.ร.บ.ต่างๆที่เป็นอุปสรรคในการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศเพราะต้องยอมรับว่าประเทศไทยคืออันดับ 1 ประเทศน่าลงทุนในอาเซียน และอยู่ในอันดับ 3 รองจากประเทศจีน และ อินเดียในระดับเอเชียหากสามารถแก้ปัญหาเรื่องกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการลงทุนอาทิ พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว, พ.ร.บ.ค้าปลีก, พ.ร.บ.ร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนจะทำให้นักลงทุน และเม็ดเงินมหาศาลไหลเข้ามาลงทุนในประเทศอย่างมากแน่นอน
"ปลายไตรมาส 3 น่าจะได้เห็นการฟื้นตัวเศรษฐกิจของประเทศขึ้นบ้างแล้ว" ดร.มนตรี ระบุ
‘อสังหาฯ-สปา'กลับมาคึกคัก
ส่วนมุมมองของภาคเอกชน "สันติ วิลาสศักดานนท์" ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ขณะนี้เริ่มเห็นได้ชัดว่าภาคอสังหาริมทรัพย์เริ่มคึกคักขึ้นเพราะได้รับอานิสงค์หลังมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% เหลือ 0.01% และค่าจดจำนองจาก 1%เหลือ 0.01% มีผลบังคับใช้มาเมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนเริ่มจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวจะทำให้ธุรกิจก่อสร้างภายในประเทศมีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น เห็นได้จากตอนนี้สินค้าในหมวดก่อสร้างขยายตัวได้ดีทุกตัวไม่ว่าจะเป็น สินค้าสุขภัณฑ์ ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
ขณะที่การสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยพบว่าธุรกิจที่มีความโดดเด่นจะเป็นธุรกิจบริการสุขภาพ เนื่องจากภายหลังที่เศรษฐกิจมีการฟื้นตัวขึ้นจะทำให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น ประกอบกับเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความสุข ความบันเทิงและสุขภาพอนามัย รวมถึงภาครัฐก็ให้การสนับสนุนให้เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของไทย
ส่วนธุรกิจในปีนี้ที่จะมีความโดดเด่นไม่มากนัก คือธุรกิจที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีมาก และเป็นธุรกิจที่รับจ้างผลิต อีกทั้งยังไม่สามารถผลักดันราคาได้สูงจึงทำให้มีการแข่งขันลำบาก ซึ่งธุรกิจดังกล่าวได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมเครื่องหนัง และการค้าแบบดังเดิม หรือโชวห่วย
ลงทุนขยายตัวใน 5 กลุ่มหลัก
ส่วนภาคการลงทุนนั้นเนื่องจากการเมืองยังไม่นิ่ง และสินค้าอุโปโภคบริโภคที่มีราคาแพงทำให้ประชาชนยังไม่กล้าจับจ่ายมากนัก แต่ในส่วนของการลงทุนจากการสำรวจของสภาอุตสาหกรรมยังถือว่าขยายตัวได้ดีในอัตราส่วนร้อยละ 76 ใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมได้แก่ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์, โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม, น้ำตาล, ผู้ผลิตไฟฟ้า และพลังงานทดแทน
"ตอนนี้รัฐบาลเดินมาถูกทางแล้วแต่จะเร็วไปหากให้ประเมินผลงานเพราะหลายมาตรการยังไม่มีผลในตอนนี้คาดว่าในไตรมาส 3 ทุกอย่างจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง" ประธานส.อ.ท.ระบุ ว่าหากทุกอย่างขับเคลื่อนไปตามที่ควรจะเป็นทำให้ปีนี้คาดว่าอัตราการเจริญเติบโตของประเทศจะอยู่ที่ 4.5-5
ขณะที่มาตรการอื่นๆอาทิ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าน่าจะทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาหมุนเวียนในระบบได้ 6-8 หมื่นล้านบาท โดยหลักๆ จะมาจากกองทุนหมู่บ้านหรือ SML มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท และการปล่อยกู้สินเชื่อจากธนาคาร ทั้งธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการส่งออก หรือเอ็กซิมแบงก์ ซึ่งจะสามารถปล่อยกู้ ได้วงเงินรวมประมาณ 2-4 หมื่นล้านบาท
คาด "ส่งออก"ยังโตตามเป้า
ด้านการส่งออกของไทยน่าจะสามารถขยายตัวได้ในอัตราที่ 12.5% เนื่องจากเศรษฐกิจกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชีย ทั้งจีน อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ยังคงมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อเนื่องจากปีก่อน ประกอบกับการเร่งหาตลาดใหม่ๆ น่าจะช่วยผลักดันให้การส่งออกในปีนี้ยังคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้ โดยในปีนี้ประเมินว่าค่าเงินบาทน่าจะอยู่ที่ระดับ 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าจะมีการยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% ไปแล้วก็ตาม แต่ในช่วงที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงสามารถดูแลค่าเงินบาทให้มีการเคลื่อนไหวอยู่ในระดับที่ดี
"คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวจะสามารถเห็นสัญญาณช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตั้งแต่ในช่วงเดือน มิ.ย.51 เป็นต้นไป" ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจและคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุ
อย่างไรก็ดีแม้ว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาช่วยสนับสนุนกำลังซื้อของประชาชนแต่ยังมีหลายปัจจัยที่เข้ามากระทบ อาทิ ต้นทุนที่ปรับขึ้นสูงตามราคาน้ำมัน, เสถียรภาพทางการเมือง, การแข็งค่าของค่าเงินบาท, ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นเป็นต้น
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.