นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก อธิบายเหตุผลของการส่งออกที่ขยายตัวติดลบมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในครั้งนี้ว่า มีปัจจัยหลักจากหลายปัจจัย ทั้งเศรษฐกิจโลกทรุด กำลังซื้อผู้บริโภคหดตัวอย่างรุนแรง ราคาสินค้าต่อหน่วยลดลง ผู้ส่งออกและคู่ค้าขาดสภาพคล่อง มีผลทำให้ปริมาณการค้าลดลงตามไปด้วย ซึ่งการส่งออกในเดือนมกราคมที่ขยายตัวติดลบเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้แล้ว และถือเป็นไปตามแนวโน้มของโลกเพราะการส่งออกของแต่ละประเทศในเดือนมกราคมต่างอยู่ในแดนลบทั้งสิ้นมากน้อยแตกต่างกันไป
ราเชนทร์ ยังระบุว่า การส่งออกเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียวคงไม่สามารถชี้ชัดหรือฟันธงภาพรวมการส่งออกทั้งปีได้ เพราะตลาดส่งออกก็คล้ายกับตลาดหุ้นที่ต้องดูเป็นรายวัน วันนี้อาจเป็นบวก พรุ่งนี้อาจเป็นลบ และมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งขึ้นกับสภาพเศรษฐกิจ กำลังซื้อของแต่ละตลาด รวมถึงมาตรการและงบประมาณกระตุ้นการส่งออกของรัฐบาลไทยที่จะใส่เข้าไปด้วย
"คนดูตัวเลขก็ตกใจกันทั้งนั้น แต่ก็อย่าดูแค่จุดนั้นแล้วบอกว่ามันคงจะแย่ เพราะเราไม่ได้อยู่นิ่งเฉย ตลาดส่งออกก็เหมือนตลาดหุ้นวันนี้ลง พรุ่งนี้ขึ้น มะรืนก็เปลี่ยนไปอีก ซึ่งเราต้องรอดูอีกสักระยะหนึ่ง หรือให้ผ่านพ้นไตรมาสแรกไปแล้วน่าจะเห็นภาพชัดขึ้นว่าเดือนที่เหลือจะเป็นอย่างไร"
อย่างไรก็ดีจากการหารือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิดในหลายเวที รวมถึงการหารือร่วมระหว่างทูตพาณิชย์ทั่วโลกกับภาคเอกชนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ราเชนทร์ระบุว่า ภาพรวมทุกฝ่ายยังมองในแง่บวก ซึ่งขณะนี้ในหลายสินค้าแจ้งว่าสต๊อกสินค้าของคู่ค้าเริ่มลดลง และเริ่มมีออร์เดอร์ใหม่เข้ามาไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ สินค้าในกลุ่มอาหาร สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น ขณะที่ล่าสุดหลังการหารือกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ไทยทั่วโลกกว่า 60 แห่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการส่งออกได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ในแต่ละภูมิภาค ได้กลับไปทำรายงานผลสรุปสถานการณ์การส่งออกในทุกตลาด ตลอดจนการประเมินแนวโน้ม และกำหนดเป้าหมายการส่งออกแต่ละตลาดเป็นตัวเลขสุดท้าย และให้ส่งกลับมายังกรมเพื่อทำสรุปรายงานเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อีกครั้ง ทั้งนี้เพื่อรับทราบสถานการณ์ที่เป็นจริงในแต่ละตลาด รวมถึงเพื่อกำหนดแผนงานกิจกรรมและจัดงบประมาณสนับสนุนการส่งออกเพิ่มเติมต่อไป
อย่างไรก็ตามจากเสียงสะท้อนของหลายสำนักพยากรณ์ รวมถึงเสียงสะท้อนจากผู้ส่งออกในหลายกลุ่มสินค้าสำคัญซึ่งส่วนใหญ่ระบุการส่งออกของไทยในปีนี้จะขยายตัวในแดนลบ โดยมีปัจจัยลบจากภาวะเศรษฐกิจโลก แต่ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ในฐานะแม่งานหลักในการสนับสนุนการส่งออกทั้งนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการ นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการ นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และนายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออกต่างยอมรับว่าเป็นงานหนัก แต่ถือเป็นงานท้าทายในการผลักดันตัวเลขการส่งออกของไทยในปีนี้ให้ได้ตามเป้าหมายขยายตัวที่ 0-3% มูลค่า 177,841-183,176 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
อย่างไรก็ดีจากแผนงานกิจกรรม/โครงการสนับสนุนการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์วางไว้แล้วกว่า 692 โครงการ บวกกับแผนงานเพิ่มเติมใหม่อีกกว่า 100 โครงการ แต่ในแง่งบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนเบื้องต้นประมาณ 2,900 ล้านบาทถือเป็นเม็ดเงินที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับแผนงานกิจกรรมที่มีอยู่ ซึ่งในภาวะการส่งออกที่ไม่ปกติเช่นนี้จะต้องได้รับงบประมาณ และใช้มาตรการที่เป็นยาแรงในการอัดฉีดเพื่อต่อสู้กับคู่แข่งขันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดใหม่ๆที่ถือเป็นความหวังและมีการแข่งขันที่สูง ดังนั้นหากแผนงานไม่ดีเพียงพอและไม่บรรลุผล รวมถึงมีงบหรือกระสุนไม่เพียงพอ โอกาสที่ฝันร้ายส่งออกไทยในปีนี้จะดิ่งเหวเหมือนในเดือนมกราคมก็มีสูง
เอกชนผวาแห่ตั้งตัวเลขติดลบ
ต่อการส่งออกเดือนมกราคม 2552 ที่ขยายตัวติดลบเป็นประวัติการณ์(-26%) ภาคเอกชนจากหลายองค์กรได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง โดยส่วนใหญ่ประเมินการส่งออกในไตรมาสแรกของปีนี้คงไม่อาจสวนกระแสเศรษฐกิจโลกได้ และจะยังคงขยายตัวในแดนลบ แต่หลังจากไตรมาสแรกแล้วยังคงต้องลุ้น
ดร.ขัติยา ไกรกาญจน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กลุ่มสินค้าซึ่งมีมูลค่าการส่งออกรวมกันสัดส่วนกว่า 28% ของการส่งออกในภาพรวมของไทยในปีที่ผ่านมา มองว่า การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ในเดือนแรกของปีนี้ขยายตัวติดลบถึง 40% ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าขยายตัวติดลบ 30% เหตุผลหลักจากเศรษฐกิจโลก รวมถึงฐานตัวเลขการส่งออกในเดือนมกราคมของปี 2551 มีฐานตัวเลขที่สูง ดังนั้นตัวเลขการขยายตัวจึงดูติดลบมาก
สำหรับภาพรวมการส่งออกครึ่งแรกของปีนี้ คาดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จะยังขยายตัวติดลบในอัตราที่ไม่แตกต่างจากเดือนมกราคม ส่วนครึ่งหลังจะโงหัวขึ้นบ้างเล็กน้อยซึ่งเป็นไปตามวัฏจักร แต่อัตราการขยายตัวคงไม่เท่ากับปีที่ผ่านมา ภาพรวมทั้งปีสินค้าทั้งสองกลุ่มนี้น่าจะติดลบมากกว่า 10% ซึ่งผู้ประกอบการทุกรายต้องประคองตัวเองให้ติดลบน้อยที่สุด
ขณะที่นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กลุ่มสินค้าซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกกว่า 11% ของการส่งออกในภาพรวมของไทย กล่าวว่าเดือนมกราคมที่ผ่านมา สินค้ายานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบติดลบ 34% เป็นผลสืบเนื่องจากเศรษฐกิจและกำลังซื้อทั่วโลกหดตัวอย่างรุนแรง
สำหรับภาพรวมการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ในช่วงครึ่งปีแรกคาดจะขยายตัวติดลบประมาณ 40% แต่ช่วงครึ่งปีหลังยังคงต้องลุ้น แต่หวังว่าจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในของแต่ละประเทศซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยจะสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคให้หันมาจับจ่ายใช้สอยดีขึ้น ดังนั้นจึงตั้งเป้าทั้งปี การส่งออกสินค้ากลุ่มนี้จะขยายตัวติดลบประมาณ 24%
ส่วนนายวิชัย อัศรัสกร นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ(ไม่รวมการส่งออกทองคำ)ในช่วงไตรมาสแรกต่อเนื่องถึงไตรมาสที่สองของปีนี้คาดจะยังขยายตัวในแดนลบ ซึ่งผู้ประกอบการคงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อประคองตัวให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้ โดยหวังว่า ช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากผู้บริโภคเริ่มหายจากตื่นตระหนก และด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจะทำให้เศรษฐกิจโลกเริ่มกลับมาฟื้นตัว และคนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น อย่างไรก็ดีทั้งปีนี้การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับยังตั้งเป้าส่งออกขยายตัวที่ 0%
ด้านนายวัลลภ วิตนากร เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกเครื่องนุ่งห่ม (การ์เมนต์)เดือนมกราคม 2552 ขยายตัว 0.4 % ในภาพรวมเวลานี้ผู้ส่งออกรายใหญ่ 30 อันดับแรกไม่มีปัญหาเรื่องออร์เดอร์ เพราะส่วนใหญ่ได้รับคำสั่งซื้อโดยเต็มกำลังการผลิตไปถึงกลางปีแล้ว แต่ที่น่าเป็นห่วงคือผู้ผลิตรายเล็กที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป เริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง เพราะเวลานี้สถาบันการเงินปล่อยกู้ยาก เพราะกลัวความเสี่ยง ดังนั้นในภาพรวมปีนี้การส่งออกเครื่องนุ่งห่มของไทยน่าจะทรงตัวอยู่ในระดับเดียวกันปีที่แล้ว หรือขยายตัว 0%
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.