Switch to: uk
23 May 2012 14:13PM

แวร์เฮ้าส์ รับอานิสงส์ ส่งออกฟื้น

26 May 09 ,  www.bangkokbiznews.com
  • 0
คลังสินค้า เผยวิกฤติเศรษฐกิจทำตลาดลดลงไปแล้ว 20-30% แต่คาดไตรมาส 3 ปรับตัวดีขึ้น พร้อมรับอานิสงส์ส่งออกเริ่มฟื้นตัว

คลังสินค้า หรือแวร์เฮ้าส์ เป็นอีกธุรกิจหนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยธุรกิจปรับตัวลดลงไปแล้ว 20-30% แต่ยังมองโลกในแง่ดี ว่า ในไตรมาสสามธุรกิจจะเริ่มฟื้นกลับมา ตามการฟื้นตัวของการส่งออก แนะปรับตัวหาลูกเล่นการตลาด เช่นเดียวกับปลาที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับน้ำ

ทองอยู่ คงขันธ์ เลขาธิการสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้าและส่งออก ประเมินสถานการณ์ธุรกิจแวร์เฮ้าส์และโลจิสติกส์ ว่า เป็นหนึ่งในหลายธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ จากวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้

ช่วงไตรมาสสองของปีนี้ ยังไม่มีวี่แววว่า ธุรกิจที่ว่านี้จะกระเตื้องขึ้น ประเมินกันว่า เฉพาะธุรกิจแวร์เฮ้าส์เพียงอย่างเดียว ได้ปรับตัวลดลงไปแล้วราวๆ 20-30% นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย ที่กำลังเผชิญชะตากรรม "ขาดสภาพคล่อง" ทางการเงิน "ไตรมาสแรกลดลงไปมากกว่าไตรมาสสองที่ยังทรงๆ ตัว เพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว" ทองอยู่ระบุ

อย่างไรก็ตาม ทองอยู่ยังมองโลกในแง่ดีว่า ราว ไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปี 2552 ธุรกิจนี้น่าจะกลับมาดีขึ้น โดยมีปัจจัยหลักมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่เริ่มเห็นผล แต่ผู้ประกอบการในธุรกิจนี้ ยังต้องการให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้ามาแก้ไขปัญหาโลจิสติกส์ให้เป็นระบบอย่างจริงจังและรวดเร็ว

เนื่องจากเห็นว่า ความต่อเนื่องของนโยบายยังไม่เป็นรูปธรรม ทำให้ ไร้ระบบการจัดการที่ดี เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่แม้จะเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจเช่นกัน แต่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ก็ยังคงเดินหน้าและเติบโตไปได้ด้วยดี ต่างจากผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ที่ต้องช่วยเหลือตัวเองไปตามมีตามเกิด โดยขาดผู้สนับสนุน

ทางด้าน สิทธิพร เตชะภมรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท เคอร์รี่ โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ครบวงจร กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ปัจจัยลบที่เกิดขึ้นทั้งเรื่องของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งปัญหาการเมืองภายใน มีผลทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์ ที่ครอบคลุมทั้งแวร์เฮ้าส์ หรือชิปปิ้ง ตกอยู่ในภาวะ "ขาลง"

อย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการยังคงยืนอยู่ได้ในขณะนี้ คือ "การปรับตัว" ให้เข้ากับสถานการณ์ เช่นเดียวกับปลาที่ต้องปรับตัวเองให้เข้ากับน้ำ !!!

บริษัทยืนอยู่ได้ เพราะการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน บวกกับ "จุดแข็ง" จากการทำธุรกิจครบวงจรตั้งแต่โลจิสติกส์ แวร์เฮ้าส์ หรือแม้แต่การมีท่าเรือขนส่งสินค้าเป็นของตนเอง ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง สิทธิพรระบุ

นอกจากจุดแข็งจากการมีธุรกิจครบวงจรแล้ว สิทธิพร ยังเห็นว่า ผู้บริหารจะต้องมี "กลยุทธ์" หรือลูกเล่นทางการตลาดเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้ามากกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ ทำให้วันนี้การดำเนินงานของบริษัทเดินหน้าไปได้ในระดับที่ถือว่าดีทีเดียว

"การสร้างและเสาะหาตลาดใหม่ๆ หรือเพิ่มบริการเพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น ทำให้บริษัทมีลูกค้า และผลการดำเนินการเติบโตต่อเนื่อง เรามีบริการใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ อาทิเช่น การขยายบริการในธุรกิจขนส่งที่ครอบคลุมทั่วประเทศ หรือ Express Delivery มีอัตราการเติบโตกว่า 100% หลังจากทำธุรกิจนี้ได้ประมาณปีเศษๆ เท่านั้น"

สิทธิพร ยังบอกด้วยว่า ธุรกิจแวร์เฮ้าส์ ถือเป็นธุรกิจที่มีคู่แข่งมากที่สุด แต่ในภาพรวมก็ยังถือว่าไปได้ดี แม้จะไม่ดีเท่าปีก่อนก็ตาม ทั้งนี้ ธุรกิจแวร์เฮ้าส์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจแวร์เฮ้าส์ที่เป็น สินค้าประเภทคอนซูเมอร์ หรือสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน และธุรกิจแวร์เฮ้าส์ประเภท สินค้าที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิต โดยธุรกิจแวร์เฮ้าส์ ประเภทคอนซูเมอร์ ยังคงดำเนินธุรกิจไปได้เรื่อยๆ ถือว่าอยู่ในระดับที่เรียกว่าไม่เลวร้ายมากนัก เพราะรถบรรทุกที่วิ่งรับ-ส่งสินค้าในประเทศและประเทศใกล้เคียงส่วนใหญ่ เป็นการขนส่งสินค้าประเภทดังกล่าว แม้วอลุ่มอาจจะมีลดน้อยบ้างก็ตาม

ขณะที่ธุรกิจแวร์เฮ้าส์ประเภทสินค้าที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตนั้น กลับได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก จากยอดการส่งออกที่ชะลอตัว มีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่ต้องปิดกิจการลงไปเพราะ "งานไม่เข้า"

"ผู้ประกอบการแวร์เฮ้าส์ ที่เป็นสินค้าประเภทวัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบ จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะการส่งออกลดลงอย่างมาก ทำให้ยอดคำสั่งซื้อสินค้าลดลงไปมาก เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติ"

สิทธิพร บอกว่า สำหรับเคอร์รี่มีแวร์เฮ้าส์ที่เป็นประเภทที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิต ลูกค้าหลักๆ จะอยู่ในภาคการผลิต โดยเฉพาะในกลุ่มของยานยนต์และชิ้นส่วน อาทิเช่น บริษัทโตโยต้า ลูกค้าในกลุ่มปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติก รวมทั้งกลุ่มยาและอาหารเสริม เป็นต้น

"ลูกค้ากลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนลดลงไปมาก ตามยอดการผลิตรถยนต์ที่ลดลงทั่วโลก อย่างปีนี้ เรามีรายได้ไม่เท่ากับปีก่อน แม้จะเก็บสต็อกสินค้าในปริมาณที่เท่ากัน แต่การเข้าออกของสินค้ามีความถี่น้อยลง"

ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าของธุรกิจที่ทำอยู่ อาทิเช่น ในขณะนี้ เคอร์รี่ได้เพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้า โดยมี บริการแพ็คกิง (Packing) ให้กับลูกค้า เพื่อช่วยลดต้นทุนและลดขั้นตอนให้กับลูกค้า ขณะที่บริษัทก็ได้ค่าบริการเพิ่มขึ้น

"การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจที่มีอยู่ เป็นทางออกที่ดีในภาวะเช่นนี้" สิทธิพรระบุ

 

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.