นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยว่า การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 15 และการประชุมสุดยอดอาเซียนกับคู่เจรจา ระหว่างวันที่ 23-25 ต.ค.นี้ ไทยในฐานะประธานอาเซียน จะผลักดันการยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของอาเซียนบวก 3 หรือความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ให้เป็นเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก ซึ่งอยู่ระหว่างหารือ หากได้ข้อยุติจะประกาศเป็นทางการอีกครั้ง
ปัจจุบันอาเซียนมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ภายใต้กรอบอาเซียน บวก 3 อยู่แล้ว ดังนั้น เพื่อให้ความร่วมมือด้านการค้าชัดเจนมากขึ้น จึงควรผลักดันให้เกิดความร่วมมืออาเซียนบวก 3 ให้เป็นความร่วมมือเอเชียตะวันออก
ขณะที่การจัดทำข้อตกลงอาเซียนกับประเทศต่างๆ ทั้งอาเซียนบวก 3 และอาเซียนบวก 6 ที่มีจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งจะมีผลปี ค.ศ. 2015-2016 ทำให้ภูมิภาคเอเชียกลายเป็นภูมิภาคที่ใหญ่เป็น 1 ใน 3 ของการค้าโลก และมีประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ส่งผลให้เศรษฐกิจของเอเชียอีก 10-20 ปีข้างหน้าโตเร็วที่สุดในโลก
ดันจีดีพีสมาชิกขยายตัวเพิ่ม 1.2%
รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนและรัฐมนตรีการค้าประเทศบวก 3 ได้แก่ จีน เกาหลี และญี่ปุ่น สนับสนุนให้อาเซียนมีการศึกษาการรวมกลุ่มเศรษฐกิจอาเซียนบวก 3 เบื้องต้นได้รายงานผลประโยชน์ที่อาเซียน จะได้รับหากรวมกลุ่มเศรษฐกิจดังกล่าว จะทำให้จีดีพีของชาติสมาชิกเพิ่มขึ้น 1.2% โดยอาเซียนจะได้ประโยชน์จากข้อตกลงมากกว่า เพราะจีดีพีของอาเซียนเพิ่มขึ้น 3.6% ขณะที่จีดีพีของจีน เกาหลี และญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประเทศละ 0.9% และไทยจีดีพีเพิ่มขึ้น 4.5%
ขณะที่การประชุมอาเซียนบวก 6 ได้แก่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย สนับสนุนให้ศึกษาการรวมกลุ่มเศรษฐกิจเช่นกัน โดยมองว่าถ้าจัดทำเอฟทีเอระหว่างกัน จะส่งผลให้จีดีพีประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้น 1.3% โดยอาเซียนจีดีพีจะเพิ่มขึ้น 3.83% ขณะที่ไทยจีดีพีจะเพิ่มขึ้น 4.78%
ปัจจุบันมูลค่าการส่งออกของอาเซียนไปยังประเทศบวก 3 ปี 2551 มีมูลค่า 2.25 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ประมาณ 17% ที่มีมูลค่า 1.92 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่อาเซียนนำเข้าสินค้าจากประเทศบวก 3 ปี 2551 มีมูลค่า 2.54 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ที่นำเข้ามูลค่า 2.13 แสนล้านดอลลาร์
นายเกียรติ บอกว่า หลังจากการประชุมสุดยอดอาเซียนกับคู่เจรจาแล้ว ไทยในฐานะประธานอาเซียน ผลักดันให้มีการประชุมอาเซียน สหรัฐครั้งแรกที่สิงคโปร์ ส่วนรายละเอียดที่จะหารือ กระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างดำเนินการ แต่ประเด็นหลักๆ ที่หารือ คือ การผลักดันให้การเจรจาการค้ารอบโดฮาประสบความสำเร็จ การแก้ปัญหาโลกร้อน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านต่างๆ ระหว่างอาเซียนกับสหรัฐ
สั่งศึกษาเพิ่มยกระดับเอฟทีเอ
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ที่ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 15 จะนำเสนอข้อคิดเห็นการจัดทำเขตการค้าเสรีในกรอบอาเซียนบวก 3 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) หรือ EAFTA (East Asia Free Trade) และกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียนบวก 6 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) หรือ CEPEA (Comprehensive Economic Partnership in East Asia) ให้กับผู้นำได้รับทราบ ที่นำไปสู่การจัดตั้งคณะทำงานระดับรัฐบาลในอนาคต
รัฐมนตรีเศรษฐกิจจะเสนอให้เจ้าหน้าที่อาวุโสศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้แยกประเด็นการศึกษาเป็น 4 ด้าน ระหว่างอาเซียนกับคู่เจรจาแต่ละประเทศทั้ง 6 ได้แก่ เรื่องการทำเอฟทีเอ แหล่งกำเนิดสินค้า การลดภาษี และมาตรการด้านศุลกากร เพื่อดูว่าคล้ายหรือแตกต่างอย่างไร ซึ่งคณะทำงานจะรายงานต่อคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจต่อไป
เร่งรัดแผนประชาคมเศรษฐกิจ
ส่วนการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Council) ครั้งที่ 2 มีหัวข้อหลักหารือ คือ การติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนงานด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (AEC Scorecard) ซึ่งถึงปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 76 แผนงาน จาก 103 แผนงาน คิดเป็น 73.8% ซึ่งจะต้องเร่งรัดให้อาเซียนปฏิบัติตามแผนงาน และรายงานให้ที่ประชุมสุดยอดผู้นำรับทราบ รวมถึงจะผลักดันความตกลงต่างๆ ที่อาเซียนได้ลงนามในการประชุมสุดยอดเมื่อเดือน ก.พ.
นอกจากนี้ จะประกาศความสำเร็จของแผนงานสำคัญๆ ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 1 ม.ค. 2553 เช่น เขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) ที่จะลดภาษีเหลือ 0% สินค้าทุกรายการในอาเซียนเดิม 6 ประเทศ และลดภาษีเหลือ 5% สำหรับกัมพูชา พม่า ลาว และเวียดนาม รวมถึงการลดภาษีเป็น 0% สินค้าทุกรายการในบัญชีลดภาษีปกติ (Normal Track) ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน และอาเซียน-เกาหลีใต้ และการมีผลบังคับใช้ความตกลง เอฟทีเออาเซียน-ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
ชงผู้นำอาเซียนเซ็นข้อตกลง 3 ฉบับ
การประชุมครั้งนี้ จะมีเอกสารข้อตกลง 42 ฉบับ ออกเอกสารลงนามระดับผู้นำ 3 ฉบับ ได้แก่ ปฏิญญาชะอำ-หัวหิน เนื่องในโอกาสการจัดตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียน ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นทางการ ปฏิญญาชะอำ-หัวหินว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษา เพื่อบรรลุประชาคมอาเซียนที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ทั้งนี้ ยังออกเอกสารแถลงการณ์ของผู้นำการประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 12 ได้แก่ แถลงการณ์ชะอำ-หัวหินว่าด้วยความร่วมมือเกี่ยวกับความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานชีวภาพในกรอบอาเซียนบวกสาม การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 4 และแถลงการณ์ชะอำ-หัวหินว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติของการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก
นอกจากนี้ ยังมีการเอกสารลงนามโดยรัฐมนตรีต่างประเทศ คือ ความตกลงเรื่องเอกสิทธิ์และความคุ้มกันของอาเซียน และเอกสารลงนามโดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจ คือ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเกี่ยวกับความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา และบันทึกความเข้าใจระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางด้านมาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค และการตรวจสอบและรับรอง เป็นต้น
ผู้นำประกาศความสำเร็จค้าเสรี 4 กรอบ
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ไทยในฐานะประธานอาเซียนได้เสนอให้มีถ้อยแถลงสำหรับผู้นำอาเซียน โดยใช้ชื่อว่า "A Call for Action on Strengthening Cooperation on SMES" ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ ทำหนังสือเวียนร่างถ้อยแถลงดังกล่าว ให้ที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน พิจารณาเมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เป็นไปได้ว่าข้อเสนอถ้อยความเกี่ยวกับ SMES จะได้รับความเห็นชอบ ให้บรรจุในแถลงการณ์ของประธานการประชุม (Chairman Statement) ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมครั้งนี้
นอกจากนี้ ที่ประชุมจะประกาศความสำเร็จ ว่าด้วยการบรรลุผลการเจรจาการค้าเสรี 4 กรอบ ซึ่งจะมีผลใน 1 ม.ค.นี้ ได้แก่ 1. เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งจะลดภาษีเป็น 0% สำหรับสินค้าทุกรายการของอาเซียนเดิม 6 ประเทศ และลดภาษีเหลือ 5% กลุ่มประเทศสมาชิกใหม่ หรือ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม)
2. ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (Asean-China FTA) ว่าด้วยการลดภาษี 0% สำหรับสินค้าในกลุ่มปกติ หรือ Nornal Track จากก่อนหน้านี้ เปิดเสรีสินค้ากลุ่มเร่งลดภาษี หรือ Fast Track 3. ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-เกาหลี (ASEAN -Korea FTA) ว่าด้วยการลดภาษีเป็น 0% สำหรับสินค้าในกลุ่มปกติ และ 4. ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) ซึ่งจะประกาศถึงความสำเร็จการมีผลบังคับใช้จริง ตามข้อตกลงที่กำหนดไว้
เสียงแตกเรื่องภาคประชาสังคม
สำนักข่าวไอพีเอส รายงานวานนี้ (19 ต.ค.) ว่า การประชุมสุดยอดผู้นำสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่จะเปิดฉากขึ้นในวันที่ 23 ต.ค.นี้ ชาติสมาชิก 10 ชาติ มีความเห็นที่แตกต่างกัน เรื่องให้ภาคประชาสังคมมีสิทธิมีเสียงในการประชุม
แหล่งข่าวด้านการทูตเผยว่า แม้ไทยซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดครั้งที่ 15 ที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ตั้งความหวังที่จะให้จัดประชุมระหว่างผู้นำอาเซียน กับตัวแทนจากองค์การภาคเอกชน (เอ็นจีโอ) เป็นการถาวรในทุกครั้งที่มีการประชุมสุดยอด แต่ได้รับเสียงคัดค้านจากลาว พม่า และกัมพูชา และว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำอาเซียนกับชุมชนภาคประชาสังคม กำลังถูกลดระดับลง
ขณะที่นายวิทวัส ศรีวิหค อธิบดีกรมอาเซียน กล่าวถึง เหตุการณ์ดังกล่าว แต่เพียงว่าอาเซียนต้องการที่จะเห็นภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการประชุมสุดยอดอย่างถาวร แต่ก็ต้องคำนึงถึงสถานการณ์ตามความเป็นจริง เคารพต่อการพัฒนาด้านการเมือง และกระบวนการภายในของแต่ละประเทศสมาชิกด้วย
ด้านรัฐบาลพม่าแถลงว่า นายพลเต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่าจะเดินทางมาเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ไทยช่วงสุดสัปดาห์นี้ นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา
















Leave a comment :