Switch to: uk
23 May 2012 14:18PM

การ์เมนต์ไทยกางแผนชิงผู้นำอาเซียน

04 Nov 09 ,  thannews.th.com
  • 0
เครื่องนุ่งห่มไทยโชว์แผนชิงธงผู้นำอาเซียน รับศึกเปิดเสรีอาฟต้า จี้รัฐบาล"อภิสิทธิ์"หนุนตั้งศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้สิทธิประโยชน์บริษัทการค้าข้ามชาติตั้งสำนักงานซอร์ซซิ่ง และร่วมพัฒนาสินค้าในไทย  ฟันธงเครื่องนุ่งห่มอาเซียนรุ่ง หลังคู่แข่งทั้งอียู-อเมริกาเริ่มล่มสลาย  ขณะที่คู่แข่งรายใหญ่ทั้งจีน อินเดีย ก็ไม่น่ากลัว

นายวัลลภ  วิตนากร เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากการวิเคราะห์แนวโน้มทิศทางของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย  จะมีทิศทางเป็นอย่างไรเมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว และจะสามารถแข่งขันได้หรือไม่ เมื่อมีการเปิดเสรีภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน(อาฟต้า) ในปีหน้า

ทั้งนี้คณะผู้บริหารสมาคมที่ร่วมกันวิเคราะห์ ได้ใช้กรณีศึกษาจากคู่แข่งสำคัญ อาทิเช่น เม็กซิโกและกลุ่มประเทศในอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องนุ่งห่ม(การ์เมนต์)รายสำคัญป้อนให้กับทวีปอเมริกา รวมถึงกรณีศึกษาของกลุ่มประเทศสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรป(อียู) 12 ประเทศที่เป็นฐานการผลิตเครื่องนุ่งห่มป้อนให้กับอีก 15 ประเทศสมาชิกเดิมของอียู
ทั้งนี้จากสถิติในช่วงที่ผ่านมาพบว่า ทั้งสองกลุ่ม ประสบกับปัญหาไม่สามารถแข่งขันได้ จากค่าจ้างแรงงาน และต้นทุนวัตถุดิบที่สูงจากการขนส่งที่ไกล ส่งผลให้โรงงานในกลุ่มประเทศเหล่านี้ได้ปิดกิจการลงไปเป็นจำนวนมาก และได้ทำการย้ายฐานการผลิต รวมทั้งฐานการสั่งซื้อสินค้ามายังภูมิภาคเอเชียซึ่งมีความพร้อมของอุตสาหกรรมสนับสนุน และมีต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่ามากขึ้นทุกขณะ

"นาทีนี้อาเซียนที่ประกอบด้วยอินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา ไทย และลาว และเอเชียใต้ได้แก่ อินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน ศรีลังกา และเนปาลถือเป็นกลุ่มที่จะเป็นดาวรุ่งในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มเพื่อส่งออก ขณะที่จีน และอินเดีย ซึ่งเป็นสองผู้ผลิตส่งออกรายใหญ่ของโลกเวลานี้ไม่น่ากลัวเพราะเศรษฐกิจยังขยายตัวสูงมีกำลังซื้อสูงขึ้น ทำให้ทั้งสองประเทศหันไปทำตลาดในประเทศมากขึ้น โดยพบว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ยอดส่งออกเครื่องนุ่งห่มของสองประเทศขยายตัวลดลงเรื่อยๆ"

สำหรับยุทธศาสตร์ในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยที่ได้หารือกันนายวัลลภ ยังกล่าวว่า จะมุ่งเน้นในหลายเรื่อง เช่น การพัฒนาคุณภาพสินค้าจับกลุ่มตลาดบน(ไฮเอนด์)ให้มากขึ้น เพื่อลดผลกระทบการแข่งขันกับสินค้าระดับกลางและล่างของเพื่อนบ้าน การพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำให้มีความหลากหลายเพื่อตอบสนองการผลิตสินค้าไฮเอนด์ การสร้างแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเองเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น
 
นอกจากนี้สิ่งที่ต้องการสนับสนุนจากรัฐบาลคือ การให้สิทธิประโยชน์แก่บริษัทการค้า(เทรดดิ้ง คัมปะนี) ที่เป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าชั้นนำของโลก เข้ามาตั้งสำนักงาน และใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง(ฮับ)ของภูมิภาค ในการร่วมพัฒนาสินค้า การจัดหาและสั่งซื้อสินค้าในภูมิภาค ที่สำคัญจะเสนอให้รัฐบาลช่วยสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์(พับลิกโปรดักต์ ดีเวลอปเมนต์) ในภาพรวมของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม

ทั้งในเรื่องการพัฒนาดีไซน์ ตลาด และวัตถุดิบให้มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เพื่อการแข่งขัน โดยจะขอใช้งบจากโครงการครีเอทีฟไทยแลนด์  อีกส่วนหนึ่งคือ การจัดตั้งศูนย์พัฒนาสินค้าของผู้ประกอบการแต่ละรายร่วมกับลูกค้า(ไพรเวต โปรดักต์ ดีเวลลอปเมนต์ เซ็นเตอร์)จะขอให้รัฐบาลสนับสนุนสิทธิประโยชน์ด้านภาษี เช่นการลดภาษีรายได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีรายได้นิติบุคคลให้กับบริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งสำนักงานในไทยเพื่อร่วมพัฒนาสินค้า เป็นต้น

อนึ่ง ตลาดสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มโลกในปี 2551 มีมูลค่ารวม 324,539 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 11 ล้านล้านบาท(อัตราแลกเปลี่ยน 34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ)โดยจีนมีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดสัดส่วน 35 % รองลงมาคืออินเดีย 27% ส่วนไทยมีส่วนแบ่ง 1%

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.