นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการแก้ไขปัญหาการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ปลอดอากรในสนามบินสุวรรณภูมิ หรือคัสตอม ฟรีโซน ว่า หลังจากที่ได้ลง พื้นที่เพื่อรับทราบปัญหาของผู้ประกอบการเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นฮับด้านการขนส่งสินค้า คณะกรรมการโลจิสติกส์การค้าจะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของผู้ประกอบการ โดยมี ประเด็นหลักๆ คือ 1. การเพิ่มการส่งออก- นำเข้าสินค้า และการทำทรานชิปเมนท์ 2. การส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ E- Freight เพื่อนำไปสู่การเป็น “Paper- less” อย่างแท้จริง 3. การลดต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยคณะกรรมการโลจิสติกส์การค้า จะหารือกับกระทรวงการคลัง ในการยกเว้นภาษีเงินได้นิติ บุคคลในฟรีโซนเช่นเดียวกับดูไบฟรีโซน หรือที่อื่นๆ 4. สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็น Regional DC โดยการสร้างมาตรการในการดึงดูดใจให้ผู้ประกอบการต่างชาติที่เป็นยักษ์ใหญ่ เข้ามาลงทุนในฟรีโซน
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า คณะกรรมการโลจิสติกส์การค้า จะได้รายงานข้อปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ให้กับคณะกรรมการโลจิสติกส์แห่งชาติ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อขอให้มีการสร้างระบบ “Inter Modal” เพื่อที่จะเชื่อมต่อประเทศไทย กับประเทศเพื่อนบ้านในการขนส่งสินค้าผ่านแดนมายังสนามบิน สุวรรณภูมิ ท่าเรือแหลมฉบัง หรือท่าเรือปากบารา ที่จะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคต
“ทุกวันนี้เรามีสินค้าขนส่งทางอากาศรวมทรานชิปเมนท์อยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านตัน/ปี ซึ่งถือว่าน้อยมากหากเทียบกับศักยภาพของสนามบินสุวรรณภูมิ ยกตัวอย่างดูไบที่มีคนน้อยกว่าเราแต่มีสินค้าผ่านกว่า 1.6 ล้านตัน/ปี หากเรามีการแก้ไขระบบโลจิสติกส์และข้อจำกัดต่างๆ แล้วยอดสินค้านำเข้า-ส่งออก หรือทรานชิปเมนท์ น่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แล้วเราจะขยายตัวไปได้เร็วมาก ซึ่งขณะนี้เราก็มีความพยายามที่จะให้บริษัทข้ามชาติรายใหญ่ๆ ย้ายฐานมาที่ประเทศไทย โดยในปีนี้ ประเทศเราก็จะเป็นเจ้าภาพในการประชุม FIATA ด้วย” นายอลงกรณ์กล่าว
นอกจากนี้ คณะกรรมการโลจิสติกส์การค้า ยังมีแนวทางที่จะพัฒนาระบบพิธีการศุลกากรด้วยการนำเอาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ โดยมีโครงการในเรื่องการทำ E-Signature หรือลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ โดยจะมีการรวมเป็น “แพ็กเกจ” ให้หัวหน้าหน่วยงาน อธิบดีกรมต่างๆ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีอำนาจในการเซ็นลงนามผ่านทางระบบ EDI อย่างถูกต้องและมีกฎหมายรองรับ โดยหากสามารถดำเนินการได้ก็เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการในส่วนของการลดค่าใช้จ่ายทางพิธีการศุลกากร และมีความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น คาดว่าน่าจะสามารถดำเนินการให้มีความเป็นรูปธรรมในเดือนตุลาคมนี้
นายอลงกรณ์ ยังกล่าวว่า ปัญหาอีกเรื่องหนึ่ง คือ ปัญหาในเรื่องของการหาแหล่งเงินทุน ซึ่งวันนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้มีการเสนอขอ ครม. อนุมัติงบประมาณจำนวน 3,000 ล้านบาท เพื่อเป็นสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ MLR-3 ก็จะเป็นอีกส่วนที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการ มีสภาพคล่องที่ดีขึ้น สามารถขยายกิจการได้ง่ายขึ้น
“ผมไม่ต้องการให้ฟรีโซนเป็นที่กักเก็บสินค้า แต่ต้องใช้ประโยชน์ในแง่การสร้างมูลค่าเพิ่ม เราต้องปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบราชการ แล้วที่สำคัญที่สุด ก็คือการลดภาระของผู้ประกอบการ ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมการโลจิสติกส์การค้าจะเป็นผู้ประสานงานให้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง หรือกระทรวงคมนาคม”
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการเอกชน กล่าวว่า ในที่ประชุมดังกล่าว มีการถกเถียงกันอย่างมากระหว่างสมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย (ทาฟ่า) และตัวแทนจากกรมศุลกากร เนื่องจากทางกรมศุลกากรไม่มีความชัดเจนในการชี้แจงแนวทางในการแก้ไขปัญหาในฟรีโซน ซึ่งในการพรีเซนต์งานของกรมศุลกากร ทางนายอลงกรณ์ ได้ตัดบท เพราะเห็นว่าทางกรมศุลฯ ฉายวีดิทัศน์ที่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ที่สุดตัวแทนจากกรมศุลกากร ก็ไม่ได้ตอบปัญหาว่าจะแก้ไขระเบียบให้เอื้อกับผู้ประกอบการในฟรีโซนได้อย่างไร เพียงแต่ปัดว่าทางเอกชนไม่มีความพร้อมในเรื่องการใช้ RFID
แหล่งข่าวรายเดิม กล่าวว่า เชื่อว่าทางกรมศุลกากร ไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา เพราะที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงระบบพิธีการศุลกากรแล้วก็ยังมีช่องทางที่ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเรียกผลประโยชน์จากผู้ประกอบการ การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาจึงเป็นเพียงแค่ “ผักชีโรยหน้า”
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาทาง ทอท. ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ เองก็ไม่ได้มีความรู้ หรือความเข้าใจในเรื่องของฟรีโซนอย่างแท้จริง เพราะที่ผ่านมา ทอท. ได้มอบให้โอเปอเรเตอร์ 2 ราย คือ การบินไทย และบางกอกไฟลท์ เซอร์วิส เป็นผู้ให้บริการ ส่วนคลังก็เป็นหน้าที่ของไทยแอร์พอร์ต กราวด์ เซอร์วิสเซส หรือ แท็กส์ ดำเนินการ ซึ่งตอนนี้ก็เป็น บริษัท เจมินายด์ ที่เข้ามาดูแลแทนชั่วคราว
















Leave a comment :