Switch to: uk
06 February 2012 07:53AM

สสว. หนุน SMEs ไทยเจาะตลาดอินเดีย

29 Jul 10 ,  transportnews
  • 0

สสว. ผนึกสถาบันอาหาร หนุน SMEs ไทย เจาะตลาดอาหารอินเดีย ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการส่งออก 10,000 ล้านบาท พร้อมแนะสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารสำเร็จรูป เหตุมีกำลังซื้อสูง มั่นใจสามารถแข่งขันด้านราคาได้

 

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่าประเทศอินเดีย ถือเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจเพราะฐานการส่งออกอาหารไทยไปอินเดียยังแคบอยู่ โดยมีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 7,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรและอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของอินเดียแล้ว ถือว่ายังมีโอกาสขยายตัวได้อีก ซึ่งเชื่อมั่นว่าปีหน้ามูลค่าการส่งออกอาหารไทยไปอินเดียน่าจะอยู่ที่ระดับ 10,000 ล้านบาท ได้ จากปัจจุบันที่มีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 7,467 ล้านบาท

 

“เรามองว่าสินค้าที่ตลาดอินเดียมีความสนใจน่าจะเป็นกลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูป อาหารสำเร็จรูปพร้อมทานอาหารแช่แข็ง เพราะว่าประเทศอินเดียมีความต้องการพอสมควร เพราะว่าอาหารไทยมีความร้อนแรงของสมุนไพรต่างๆ ซึ่งเรามองว่าเป็นโอกาสที่ดีของการขยายตัวได้อีก ขณะเดียวกันมองว่าอุตสาหกรรมบ้านเรามีความก้าวหน้ากว่าดังนั้น ในเรื่องของมาตรฐานด้านความปลอดภัยเรามีความได้เปรียบ โดยเฉพาะสินค้าของไทยเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าจากจีนสามารถที่จะแข่งขันได้”

สำหรับสิ่งที่จะต้องมองในตลาดอินเดียคงต้องพิจารณาในเรื่องของความต้องการของตลาดในอินเดีย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของความเชื่อด้านศาสนาว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง เช่น บางแห่งอาจจะไม่บริโภคเนื้อสัตว์แต่ผลิตภัณฑ์ประเภทผัก เชื่อว่าจะมีการเติบโตสูง

 

ส่วนเรื่องของราคานั้นมองว่าสามารถขายในราคาที่สูงได้ แต่ราคาสินค้าต้องมีความเหมาะสมและต้องมีความแตกต่าง รวมทั้งประสิทธิภาพเพื่อให้สามารถแข่งขันได้

 

นายอมร งามมงคลรัตน์ รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันภาพรวมการส่งออกอาหารของไทยยังมีทิศทางเติบโตได้ดี โดยเฉพาะการส่งออก-นำเข้า ที่สามารถช่วยเศรษฐกิจของประเทศได้ เช่น ข้าว ประมง ผลไม้ และสินค้าอาหารพวกผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เนื่องจากตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการสูง

 

ขณะเดียวกัน มันสำปะหลังค่อนข้างมีปัญหาจากสภาวะภัยแล้งและตัวเพลี้ย ส่งผลให้ผลผลิตลดลง ซึ่งอาจจะเป็นประเด็นสำคัญที่น่าเป็นห่วงในอนาคตต่อไป แต่เมื่อมองภาพรวมมูลค่าการส่งออกอาหารไทย อยู่ที่ระดับ 700,000-800,000 ล้านบาท หรือขยายตัวขึ้นจากปีก่อน 6-7% ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการส่งออกไปอินเดียมูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท ถือว่ายังเป็นอัตราที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับปริมาณนำเข้ามูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ดี เมื่อมองแนวโน้มที่ผ่านมา พบว่า ไทยมีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น โดยในปี 2550 มีมูลค่าการส่งออก 2,000 ล้านบาท ในปี 2551 มีมูลค่าการส่งออก 3,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันในปีที่ผ่านมา ถือว่ามีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นตามลำดับ

 

“จริงๆ แล้วตลาดอินเดียมีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะในกลุ่มเมืองที่มีเศรษฐกิจร้อนแรง โดยเฉลี่ยแล้วทั้ง 20 เมือง ในอินเดียถือได้ว่าเป็นเมืองที่สร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจอินเดียสูง หรือประมาณ 30% ของรายได้ทั้งหมด โดยเฉพาะรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน อยู่ที่ประมาณ 200,000-300,000 เหรียญสหรัฐต่อปีถือว่ามีรายได้สูง ทำให้เป็นกลุ่มเมืองที่น่าสนใจ เพราะว่ามีกำลังซื้อมาก”

 

สำหรับเรื่องของอุปสรรคนั้นในประเทศอินเดีย ยังมีเรื่องของกฎระเบียบต่างๆ ที่จะต้องทำความเข้าใจเพราะว่าในประเทศอินเดียมีการแบ่งการปกครองเป็น 28 รัฐ และมี 7 เขตสหภาพ ซึ่งแต่ละรัฐจะมีกฎหมาย และกฎระเบียบต่างๆ ดังนั้น จะต้องมีการติดตามและทำความเข้าใจหากจะส่งสินค้าไปเขตใดคงต้องพิจารณาให้ดี ส่วนในเรื่องของผลิตภัณฑ์อาหารของประเทศไทยที่จะส่งไปยังตลาดอินเดียเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหามากนัก

 

อย่างไรก็ตาม จากการที่เศรษฐกิจอินเดียมีอัตราการขยายตัวสูงขึ้นและต่อเนื่องนั้น ทำให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคระดับกลาง-สูง เริ่มหันมาบริโภคอาหารต่างชาติ รวมถึงอาหารไทยมากขึ้น นิยมออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านเพิ่มขึ้นโดยปัจจุบันมีร้านอาหารไทยในอินเดียอยู่ประมาณ 80 แห่ง ทั้งนี้ สินค้าไทยที่อินเดียให้ความสนใจ คือ ผลไม้อบแห้งสับปะรดกระป๋อง ข้าวโพดกระป๋อง ถั่วปรุงรส ขนมไทยสำเร็จรูปและบรรจุภัณฑ์อาหาร สำหรับอาหารสำเร็จรูปซึ่งปัจจุบันมีราคาแพง หากไทยจะขยายตลาดควรเน้นที่คุณภาพ ความปลอดภัยและบริหารต้นทุนให้ราคาสามารถแข่งขันได้

 

ด้านนายจักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา ผู้อำนวยการสำนักเอเชีย กรมเจราจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมถึงภาพรวมการค้าระหว่างไทยกับอินเดียว่า อินเดียเป็นตลาดส่งออกอันดับ 10 และเป็นตลาดนำเข้าอันดับ 15 ของไทยมูลค่าการค้ารวม 169,000 ล้านบาท ในปี 2552 โดยอินเดียนั้นมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก โดยเฉพาะการเติบโตของรายได้ของคนชั้นกลางที่มีรายได้ประมาณ 20,000-100,000 เหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งมีไม่น้อยกว่า 100 ล้านคน

 

สำหรับภาพรวมการลงทุนของไทยในอินเดียนั้น พบว่า ไทยเป็นนักลงทุนอันดับที่ 33 มีมูลค่าลงทุนเพียง 44.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เศรษฐกิจอินเดียมีอัตราขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งด้านการค้า การผลิต การก่อสร้าง การขนส่ง สื่อสาร เหมืองแร่ พลังงาน และบริการ นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีนโยบายปฏิรูประบบโครงสร้างต่างๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค การศึกษา การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ขยายฐานภาษี เปิดเสรีการค้า และส่งเสริมการลงทุน

 

“ปัจจุบันอาหารไทยเป็นที่นิยมของคนอินเดียและคนต่างชาติในอินเดียมากโดยเฉพาะคนชั้นกลางที่เริ่มมีรสนิยมชอบออกไปทานข้าวนอกบ้าน ขณะดียวกัน มีการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกและการลงทุน ถือว่าสร้างโอกาสอย่างมากกับธุรกิจร้านอาหารไทย โดยเฉพาะเมืองสำคัญ เช่น นิวเดลี มุมไบ กัลกัตตา บังคาลอร์ ที่มีคนมีกำลังซื้อสูง และมีคนต่างชาติมาทำงานมาก”

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาและอุปสรรคทางการค้าในอินเดียที่สำคัญๆ คือ อินเดียเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงและยังมีการเก็บภาษีอื่นๆ ภายในประเทศ ระบบพิธีการศุลกากรมีความยุ่งยาก ซับซ้อนและล่าช้า สาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการขนถ่ายสินค้า มีพื้นที่ขนาดใหญ่การขนส่งสินค้าใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูง มีการลอกเลียนแบบสินค้าเกิดขึ้นจำนวนมาก และรวดเร็ว 

Leave a comment :