Switch to: uk
11 February 2012 11:50AM

อียูเข้มมาตรการติดฉลากอาหาร

27 Nov 06 ,  หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
  • 0

อียูเข้มมาตรการติดฉลากอาหาร +เตือนผู้ส่งออกต่างชาติ ถ้าอ้างสรรพคุณต้องเข้ากฎเกณฑ์ที่ใช้ทั่วสหภาพยุโรป

 

           สหภาพยุโรป (อียู) ประกาศกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการอ้างสรรพคุณสินค้าอาหารไม่ว่าจะเป็นสรรพคุณในเชิงโภชนาการหรือเชิงสุขภาพ รวมถึงการติดฉลากข้อมูลโภชนาการแล้วเมื่อเร็วๆนี้ และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ต้นปีหน้าไม่ว่าจะเป็นสินค้าของผู้ผลิตในอียูเองหรือผู้ผลิตของต่างชาติที่ส่งเข้าไปจำหน่ายในอียู หากมีการติดฉลากโภชนาการหรือโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณก็จำเป็นปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ดังกล่าว โดยสามารถเข้าไปศึกษาและดูรายละเอียดได้จากเว็บไซต์หน่วยงานการค้าของอียู

           นาย บาซิล มาเธียวดากิส หัวหน้าแผนกกฎหมาย โภชนาการ และฉลากอาหาร ของหน่วยงานด้านสุขภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภคของคณะกรรมาธิการยุโรป (
Directorate General for Health and Consumer Protection) กล่าวขณะเดินทางมาร่วมการสัมมนาเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในประเทศไทย ว่า จุดมุ่งหมายของกฎระเบียบใหม่นี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคถูกชี้นำหรือทำให้เข้าใจผิดจากการกล่าวอ้างสรรพคุณของอาหารซึ่งไม่เป็นความจริง เกินจริง หรือไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนอย่างเพียงพอ มาตรการเข้มงวดดังกล่าวจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถพึ่งข้อมูลจากฉลากผลิตภัณฑ์ในการตัดสินใจซื้อและตัดสินใจบริโภคอาหาร 

            เขากล่าวว่า ฉลากผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจนและเชื่อถือได้ คือส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกอาหารที่มีประโยชน์และสมดุล และยังสามารถป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงจากโรคภัยที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภค เช่น โรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจ รวมทั้งมะเร็ง
มาตรการนี้ไม่ได้เป็นการกีดกันสินค้าต่างชาติที่นำเข้ามาสู่อียูเพราะบริษัทอาหารของอียูเองก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งในกรณีการติดฉลากข้อมูลโภชนาการ (Nutrition Labelling) ที่ในสหรัฐอเมริกาเป็นมาตรการบังคับนั้น

             สำหรับอียูกำหนดให้เป็นมาตรการสมัครใจ โดยบริษัทผู้ผลิตอาหารจะติดหรือไม่ติดก็ได้ แต่ถ้าติดก็จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่มีอยู่ในทันที ซึ่งทางอียูจะกำหนดเอาไว้ชัดเจนว่า ควรจะต้องระบุปริมาณพลังงาน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน หรือจะระบุเพิ่มเติมเกี่ยวกับปริมาณน้ำตาล กรดไขมันอิ่มตัว ไฟเบอร์ และเกลือ (โซเดียม) ด้วยก็ได้

            
นายมาเธียวดากิสกล่าวถึงกรณีการกล่าวอ้างสรรพคุณด้านโภชนาการ (Nutrition claims) ว่า สินค้าอาหารบางอย่างอาจกล่าวอ้างว่ามีไขมันต่ำ (low fat) หรือมีแคลเซี่ยมสูง (high calsium) ซึ่งภายใต้กฎระเบียบใหม่จะมีระบุชัดเจนว่า การจะกล่าวอ้างเช่นนั้นได้ต้องมีปริมาณสารอาหารดังกล่าวในสัดส่วนมากหรือน้อยแค่ไหนกี่เปอร์เซ็นต์ ส่วนการกล่าวอ้างสรรพคุณของอาหารที่เกี่ยวเนื่องกับการบำรุงรักษาสุขภาพ (Function claims) นั้น

             ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการรวบรวมข้อมูลและปรึกษาหารือในกลุ่มประเทศสมาชิกอียู ซึ่งจะใช้ระยะเวลาราว 3 ปีกว่าจะประกาศใช้ ดังนั้นหากประเทศไทยหรือผู้ส่งออกอาหารประเทศอื่นๆ ต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดรายละเอียดเนื้อหา ก็สามารถทำได้โดยเข้าไปแสดงความคิดเห็นในเว็บไซต์ของอียู ยกตัวอย่าง อาหารที่มีพืชสมุนไพรของไทยบางชนิด (เช่น ขมิ้น หรือตะไคร้) เป็นส่วนผสม หากผู้ผลิตต้องการอ้างสรรพคุณทางด้านสุขภาพ ก็สามารถชี้แจงให้ข้อมูลแก่อียู เพื่อพิจารณาเพิ่มเติมสมุนไพรดังกล่าวเข้าในรายการของสิ่งที่สามารถอ้างถึง ทั้งนี้เพราะหากไม่มีรายชื่อสมุนไพรเหล่านี้ในกฎระเบียบที่อียูกำลังจัดทำ ผู้ผลิตก็จะไม่สามารถกล่าวอ้างสรรพคุณได้
"ผมแนะนำให้ผู้ผลิตและส่งออกอาหารไปยังตลาดอียู เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำกฎระเบียบว่าด้วยการกล่าวอ้างสรรพคุณทางสุขภาพดังกล่าว และหากต้องการทราบรายละเอียดของกฎระเบียบที่ได้ประกาศออกมาแล้วก็สามารถเข้าไปดูได้ทางเว็บไซต์ของอียูหากส่งสินค้าไปแล้ว แต่ละประเทศสมาชิกอียูจะมีมาตรการสุ่มตรวจสอบกันเอง หากไม่เป็นไปตามกฎระเบียบ ก็อาจจะถูกห้ามจำหน่ายจนกว่าจะมีการแก้ไข" 

              สำหรับเว็บไซต์ที่สามารถเข้าไปค้นหาข้อมูลนั้น ได้แก่
www.doingbusinesswitheu.com หรือ www.deltha.cec.eu.int/bic

Leave a comment :