60 แอร์ไลน์คาร์โก้ สุดทนพิษน้ำมัน ขยับขึ้นฟิลเซอร์ชาร์จอีก 2-4 บาทต่อกิโลกรัม ดีเดย์16 พ.ค.นี้
โดยผัก-ผลไม้ ที่ขนส่งไปยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง ปรับเป็น 13 บาทต่อกิโลกรัม สินค้าทั่วไปปรับเป็น 26 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนขนส่งในเอเชีย ปรับเป็น 13 บาทต่อกิโลกรัม
ด้านคาร์โก้เอเย่นต์ โควตราคาใหม่ผลักภาระให้ผู้ส่งออก ชี้ส่งออกระยะไกลกระทบสุดเบ็ดเสร็จรวมค่าเฟตทำต้นทุนพุ่งขึ้นกว่า 116 บาทต่อกิโลกรัมแล้วแถมเจอค่าบาทแข็งกระทบรายได้หด ขณะที่ธุรกิจเมล์ด่วนชาร์ตเพิ่ม 13.5% จากค่าเฟต ส่งออกกล้วยไม้ไทย/ผัก/ผลไม้อ่วม ต้นทุน พุ่ง 10%-100%
นายคีรี ชัยชนะวงศ์ นายกสมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทยหรือทาฟ่า เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่าในขณะนี้ผู้ประกอบการตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศหรือคาร์โก้ เอเย่นต์ ได้รับการแจ้งจากสายการบินขนส่งสินค้าต่างๆจำนวนกว่า 60สายการบิน อาทิ คาร์โก้ของการบินไทย ,ลุฟท์ฮันซ่า คาร์โก้,สวิส เวิล์ด คาร์โก้,แอร์ฟรานซ์และเคแอลเอ็ม คาร์โก้ ในการขอปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง(Fuel Surcharge) อีก 2-4 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้
โดยจะแบ่งการปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันในการขนส่งสินค้าออกเป็น 2 หมวด โดยหมวดที่ 1 จะเป็นการขนส่งสินค้าทั่วไป(General Cargo) ซึ่งการขนส่งจากประเทศไทยไปยังอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง จะมีการปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันเพิ่มอีก 4 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 26 บาทต่อกิโลกรัม(เดิม 22 บาทต่อกิโลกรัม) ส่วนการขนส่งจากไทยไปยังจุดบินอื่นในเอเชีย จะมีการปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันเพิ่มอีก 2 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 13 บาทต่อกิโลกรัม(เดิม 8 บาทต่อกิโลกรัม)ส่วนหมวดที่ 2 จะเป็นสินค้าจำพวกพืช ผัก ผลไม้ (Perishabal Cargo) จะปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันเพิ่มขึ้นเฉพาะเส้นทางบินจากไทยไปยังอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง โดยจะปรับขึ้นจาก 11 บาทต่อกิโลกรัมเป็น 13 บาทต่อกิโลกรัม ยกเว้นการขนส่งผัก-ผลไปยังจุดบินอื่นๆในภูมิภาคเอเชีย จะยังไม่มีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันในขณะนี้ เนื่องจากรัฐบาลเคยขอไว้
นายคีรี กล่าวต่อว่าการแจ้งปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันของสายการบินต่างๆ ทำให้ในขณะนี้ผู้ประกอบการธุรกิจคาร์โก้ เอเย่นต์ จึงได้ทยอยแจ้งการขอปรับราคาใหม่ทั้งหมดให้แก่ผู้ส่งออกได้รับทราบแล้ว ซึ่งการปรับค่าธรรมเนียมน้ำมัน จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนในการส่งออกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศระยะไกล เพราะหากรวมกับค่าระวางสินค้าใต้ท้องเครื่องบิน(ค่าเฟต)รวมแล้วผู้ส่งจะมีค่าใช้จ่ายสูงสุดรวมแล้วกว่า 116 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว (ค่าเฟตไปยังอเมริกาจะอยู่ที่ 90 บาทต่อกิโลกรัมบวกค่าธรรมเนียมน้ำมันอีก 26 บาทต่อกิโลกรัม) หรือการส่งออกไปยุโรป ก็จะมีต้นทุนในการดำเนินธุรกิจอยู่ที่ 111 บาทต่อกิโลกรัม (ค่าเฟต 85 บาทต่อกิโลกรัมบวกค่าธรรมเนียมน้ำมันอีก 26 บาทต่อกิโลกรัม)"ตอนนี้ต้องยอมรับผู้ส่งออกกำลังเผชิญปัจจัยลบที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจอยู่ 2 เด้ง ทั้งในเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ก็ทำให้รายได้หดอยู่แล้ว ยังต้องมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการปรับค่าธรรมเนียมน้ำมัน ซึ่งทางออกในเรื่องนี้ผู้ส่งออกก็คงต้องมีการหารือกับผู้ซื้อไว้ว่าจะยอมรับผิดชอบในส่วนค่าธรรมเนียมน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นหรือไม่ หรือจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นไว้เอง เพราะแนวโน้มการปรับขั้นค่าธรรมเนียมน้ำมันน่าจะมีอีกหลายยกหากราคาน้ำมันยังปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง" นายคีรี ยังกล่าวต่อว่า หากผู้ส่งออกไทย ยังมีภาระต้นทุนในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นเช่นนี้ ก็จะยิ่งทำให้เสียเปรียบการส่งออกของประเทศแอฟริกา ที่อยู่ใกล้กับยุโรป และอเมริกามากว่าไทย เพราะจะทำให้เขาได้เปรียบจากค่าเฟตต้นทุนค่าส่งออกที่ถูกกว่า โดยเฉพาะในหมวดพืช ผักและผลไม้
ด้านแหล่งข่าวจากสมาคมการค้าธุรกิจการบินขนส่งสินค้าหรือแอ็คบา เปิดเผยว่า การตัดสินใจปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันของสายการบินต่างๆที่จะมีผลในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ ถือเป็นการแจ้งขอปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเป็นครั้งแรกของปีนี้ เนื่องจากนับจากเดือนธันวาคม 2548 เป็นต้นมาถึงวันที่ 30 เมษายน 2549 ค่าเฉลี่ยดัชนีราคาน้ำมัน(Fuel Index) มีการปรับขึ้นค่าเฉลี่ยขึ้นมาจาก 274 เป็น 351แล้ว (ดัชนีราคาน้ำมัน 100 มีค่าเท่ากับ 60 ยูเอสเซ้นต์ต่อแกลอน) นั่นหมายถึง การปรับตัวของราคาน้ำมันที่เพิ่มจาก 165 ยูเอสเซ็นต์ต่อแกลอนปรับขึ้นมาเป็น 210 ยูเอสเซ็นต์ต่อแกลอนแล้ว ซึ่งสายการบินคงจะไม่สามารถขอปรับขึ้นค่าระวางสินค้าใต้ท้เครื่องบิน(ค่าเฟต)ได้ เนื่องจากมีการแข่งขันในธุรกิจค่อนข้างสูง ดังนั้นการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ทั้งนี้ไม่เพียงแต่การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันของสายการบินขนส่งสินค้าทางอากาศเท่านั้น ในส่วนของธุรกิจขนส่งพัสดุด่วนหรือเอ็กเพรสคาร์โก้ ก็มีการปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่จะเป็นการปรับในส่วนของการขนส่งพัสดุด่วนไปต่างประเทศ ซึ่งก็จะมีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันที่แตกต่างจากสายการบินขนส่งสินค้า อาทิ บริษัทยูพีเอส ประเทศไทย จำกัด ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนนี้ จะมีการปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันขึ้นเป็น 13.5% ของค่าเฟต เช่น การส่งจดหมายไปสหรัฐอเมริกา ค่าเฟตจะอยู่ที่ 1,430 บาท ก็จะต้องบวกค่าธรรมเนียมน้ำมันอีก 13.5% หรือ 193.05 บาท ดังนั้นค่าส่งจดหมายรวมทั้งหมดจะอยู่ที่ 1,625 บาทต่อจดหมาย 1 ฉบับ เป็นต้น ส่งออกกล้วยไม้/ ผัก/ผลไม้ ต้นทุน พุ่ง 10%-100%
นายเจตน์ ชาญเยี่ยม นายกสมาคมผู้ส่งออกดอกกล้วยไม้ไทย กล่าวว่าจากการที่สายการบินต่างๆ ได้ประกาศขึ้นค่าเซอร์ชาร์จน้ำมัน ส่งผลกระทบต่อการส่งออกดอกกล้วยไม้ของไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นสินค้าที่ต้องส่งออกโดยทางเครื่องบินทั้งหมด ไม่สามารถขนส่งโดยทางเรือได้ เพราะเป็นสินค้าที่เน้นความสดเมื่อถึงผู้บริโภคปลายทาง ทั้งนี้จากภาวะราคาน้ำมันทั่วโลกได้ขยับสูงขึ้น ได้ส่งผลให้ต้นทุนขนส่งดอกกล้วยไม้ตั้งแต่ต้นทางคือจากเกษตรกรโรงงานถึงสนามบินรวมถึงค่าเซอร์ชาร์จน้ำมัน ขึ้นมาประมาณ 50% ส่งผลให้ดอกกล้วยไม้ถึงผู้นำเข้าจากเดิมช่อละ 10 บาทขึ้นเป็นช่อละ 15-20 บาท ทำให้ลูกค้ามีทั้งยกเลิกการสั่งซื้อ ลดออเดอร์ลงหันไปใช้ดอกไม้พื้นเมืองในประเทศของตนเองที่มีราคาถูกกว่าแทน"ดอกกล้วยไม้เป็นสินค้าที่ทำรายได้เข้าประเทศปีหนึ่งประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท เกี่ยวข้องกับเกษตรกรจำนวนมาก อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญ วันนี้ผู้ส่งออกมีภาระต้นทุนที่ต้องขายสินค้าราคาแพงขึ้น จนผู้ซื้อหยุดสั่งซื้อไม่เป็นผลดีเลย เคยมีบทเรียนเมื่อช่วงหลายปีก่อนดอกกล้วยไม้ของไทยมีปัญหาด้านคุณภาพ จนผู้นำเข้าประเทศอังกฤษหยุดสั่งซื้อ แม้เราจะพัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้น แต่กว่าเขาจะหันกลับมาสั่งซื้อเหมือนเดิมต้องใช้เวลานานมาก เพราะฉะนั้นจึงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ลูกค้าหยุดสั่งซื้อ"นายเจตน์ กล่าวและว่าเร็วๆ นี้จะหารือกับอธิบดีกรมการบินพาณิชย์ เพื่อให้ช่วยเจรจาให้สายการบินลดค่าเซอร์ชารจ์น้ำมันลง โดยเฉพาะสายการบินไทยซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติไม่ควรเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร
ด้านนายสุนทร ศรีทวี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทริเวอร์แควอินเตอร์เนชั่นแนลอุตสาหกรรม จำกัด บริษัทฯส่งออกผักผลไม้สดอาทิหน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดฝักอ่อน โดยทางเครื่องบินไปยังตลาดส่งออกหลักได้แก่ยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย การขึ้นเซอร์ชาร์จน้ำมัน ทำให้ต้นทุนสินค้าขึ้นค่อนข้างมาก แถมค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาอีก ทำให้ต้นทุนรวมของสินค้าขึ้นมาประมาณ 10% แต่ผู้ส่งออกไม่สามารถขึ้นราคาขายสินค้าอย่างฉับพลันได้ ซึ่งขณะนี้บริษัทได้ใช้วิธีแจ้งให้ลูกค้าทราบว่าบริษัทมีภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพื่อที่จะขอทะยอยขึ้นราคาสินค้าในโอกาสต่อไป ++ปณท.ยันไม่ขึ้นค่าบริการขนส่งพัสดุภัณฑ์นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ด้านการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงแนวโน้มการปรับเพิ่มอัตราค่าบริการขนส่งพัสดุภัณฑ์ เพื่อลดต้นทุนจากสถานะราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นว่า ขณะนี้ปณท.ยังไม่มีนโยบายที่จะพิจารณาปรับเพิ่มอัตราค่าบริการการขนส่งพัสดุภัณฑ์แต่อย่างใด แม้สถานการณ์ราคาน้ำมันทั้งในและต่างประเทศจะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทไม่ต้องการผลักภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนผู้ใช้บริการ ซึ่งล่าสุดบริษัทได้เร่งจัดหามาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายในองค์กรให้น้อยลง แทนการพิจารณาปรับเพิ่มอัตราค่าบริการ"อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า ขณะนี้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มสูงมาก แต่บริษัทจะใช้วิธีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยการหามาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายในส่วนที่สามารถควบคุมได้ อาทิ ค่าน้ำ , ค่าไฟภายในบริษัท เป็นต้น"
ในขณะนี้ผู้ประกอบการตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศหรือคาร์โก้ เอเย่นต์ ได้รับการแจ้งจากสายการบินขนส่งสินค้าต่างๆจำนวนกว่า 60สายการบิน อาทิ คาร์โก้ของการบินไทย ,ลุฟท์ฮันซ่า คาร์โก้,สวิส เวิล์ด คาร์โก้,แอร์ฟรานซ์และเคแอลเอ็ม คาร์โก้ ในการขอปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง(Fuel Surcharge) อีก 2-4 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้
















Leave a comment :