Switch to: uk
23 May 2012 14:42PM

ส่งออกญี่ปุ่นปัจจัยเสี่ยงเพียบ

29 Sep 11 ,  ฐานเศรษฐกิจ
  • 0

พาณิชย์ลุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นหลังภัยพิบัติโงหัวรูปตัวยู ตั้งเป้าหรูส่งออกไทยไปแดนปลาดิบปีหน้าโต 10% ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงเพียบ จากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่จ่อถล่มกรุงโตเกียว  พิษค่าเยนแข็ง เศรษฐกิจคู่ค้าหลักทั้งสหรัฐฯ-อียูมีปัญหากระทบรายได้ส่งออกญี่ปุ่น สั่งลุยสินค้าอาหาร วัสดุก่อสร้าง อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ของใช้สำรองฉุกเฉิน ชี้ความต้องการสูง

นางอัมพวัน  พิชาลัย อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงภาพรวมการส่งออกของไทยไปตลาดญี่ปุ่น หลังเกิดภัยพิบัติครั้งรุนแรงเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า ช่วง 8 เดือนของปีนี้มูลค่าการส่งออกของไทยไปญี่ปุ่นยังขยายตัวได้ดี โดยมีอัตราการขยายตัวถึง 31%  คิดเป็นมูลค่า  16,955 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากทั้งปีนี้ได้ตั้งเป้าหมายอัตราการขยายตัวไว้ที่ 10% แต่คาดว่าจะสามารถขยายตัวได้ถึง 15% (จากปี 2553 ไทยส่งออกไปญี่ปุ่นมูลค่า 20,412 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

สำหรับปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลให้การส่งออกของไทยไปญี่ปุ่นในปีนี้ขยายตัว 15% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภัยพิบัติแผ่นดินไหว และสึนามิที่เกิดขึ้นช่วงต้นปี ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทาน(ซัพพลายเชน)ในอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ กระดาษ เหล็ก ประมง(การต่อเรือ) ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ ซึ่งสินค้าจากไทยถือเป็นทางเลือกหนึ่งของญี่ปุ่น ส่งผลตัวเลขการส่งออกยังขยายตัวได้ดี

สำหรับแนวโน้มการส่งออกของไทยไปญี่ปุ่นในปี 2555 ทางสำนักงานได้ตั้งเป้าหมายขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีนี้อัตรา 10% จากฐานการส่งออกที่ใหญ่ขึ้น มีปัจจัยบวกจากหลายประการ ที่สำคัญคือ ทางการญี่ปุ่นคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจากนี้ไปจะค่อยๆ ฟื้นตัวรูปตัวเป็นรูปตัว U โดยคาดในปี 2555 เศรษฐกิจจะขยายตัว 2.5% จากปีนี้คาดขยายตัว 0.5% เป็นผลจากการลงทุนใหม่ของรัฐบาลและเอกชนหลังภัยพิบัติรวมมูลค่ากว่า 16.2 ล้านล้านเยนใน 3 ปี

ประกอบกับญี่ปุ่นจะมีการเลือกตั้งในปีหน้า สร้างโอกาสและกระตุ้นเศรษฐกิจ ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นสวนทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และยูโรอ่อนค่าลงตามภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา และยุโรปที่ถดถอย จะส่งผลให้ธุรกิจขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นจะหันไปนำเข้าแทนการผลิตเองมากขึ้น อีกทั้งญี่ปุ่นต้องการลดการพึ่งพาสินค้าจีน โดยจะมุ่งมาที่อาเซียนซึ่งรวมทั้งไทย ภายใต้แนวคิด China + One รวมถึงญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอาหารสัดส่วนถึง 60% ของความต้องการ เป็นต้น จากปัจจัยต่างๆ เหล่านี้เชื่อว่าจะทำให้ญี่ปุ่นมีการนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้น

สำหรับสินค้าไทยที่เป็นที่ต้องการของญี่ปุ่นในเวลานี้อยู่ในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้างเพื่อบูรณะฟื้นฟูอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัย โรงงาน สำนักงานต่างๆ ที่ได้รับความเสียหาย ทั้งวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ ของใช้และตกแต่งครัวเรือน อาหารแปรรูปทุกชนิด รวมถึงชิ้นส่วนยานยนต์และเครื่องจักร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา ของใช้สำรองฉุกเฉินเพื่อรับมือกับแผ่นดินไหว เช่นไฟฉาย แบตเตอรี่

"สินค้าหลักที่เราจะรุกตลาดญี่ปุ่นยังเน้นอาหาร และสินค้าแฟชั่นเพื่อเป็นทางเลือกทดแทนสินค้าจีน ซึ่งในสายตาญี่ปุ่นมองสินค้าไทยเป็นสินค้าคุณภาพไม่ใช่สินค้าแมสเหมือนจีน ฉะนั้นการนำเข้าจากไทยคงเพิ่มขึ้น ในส่วนสินค้าวัสดุก่อสร้างในวันที่ 28-30 กันยายนนี้ทางสำนักงานได้นำผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ของไทย 7 บริษัทเข้ารวมงานโฮม แอนด์ บิวดิ้ง  ณ กรุงโตเกียว รวมถึงมีแผนจะนำคณะมิสชันผู้ประกอบการไทยหลายสาขาเยือนญี่ปุ่นในปีหน้าอีกหลายคณะ"

อย่างไรก็ดี นางอัมพวัน กล่าวยอมรับ การส่งออกไปญี่ปุ่นในปีหน้ายังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่มาก ที่สำคัญ คือ ญี่ปุ่นยังมีความสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้มีการคาดการณ์กันว่าจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในกรุงโตเกียวในปีหน้าโดยมีความเป็นไปได้สูงถึง 70%  อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากการขาดแคลนพลังงาน และความเกรงกลัวต่อกัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ยังไม่สงบ จะส่งผลให้ผู้บริโภคยังมีความตื่นตระหนก จิตใจห่อเหี่ยวลดการบริโภคลง

อีกปัจจัยเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้ คือปัญหาหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นทำได้อย่างจำกัด  ค่าเงินเยนแข็งค่า และตลาดส่งออกหลักของญี่ปุ่นคือสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปมีปัญหาเศรษฐกิจจะกระทบต่อการส่งออกของญี่ปุ่น และกระทบต่อการนำเข้า และจากเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นมีผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของญี่ปุ่นย้ายออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและการบริโภค

 

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.