นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ในฐานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) เปิดเผยว่า หลังจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มีมติให้การสนับสนุนโครงการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) กับบริษัทรถยนต์ไปแล้ว 3 ราย จากที่มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนเข้ามารวม 7 ราย ซึ่งบริษัทที่ผ่านการอนุมัติแล้วประกอบด้วย ฮอนด้า นิสสัน และซูซูกินั้น
ในส่วนของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนได้เตรียมตัวเพื่อรองรับกับโครงการอีโคคาร์กันอย่างคึกคัก แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนออกมาว่า จะมีการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้มากน้อยแค่ไหน แต่จากการประเมินในเบื้องต้นนั้นคิดว่าการลงทุนของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 12,000-15,000 ล้านบาท
"สำหรับการลงทุนของอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนนั้น ขณะนี้ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจน เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์กำลังซอร์ซิ่งหาผู้ผลิตในประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ผลิตชิ้นส่วนบางอย่างในโครงการนี้ หรืออาจจะมีการเจรจากับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศอยู่บ้าง แต่ทั้งนี้ยังไม่มีเรื่องของเม็ดเงินการลงทุนที่แน่นอน แต่จากการประเมินจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์นั้น คิดว่าต้องมีการลงทุนด้านชิ้นส่วนเพิ่มเติมอีกมาก"
สำหรับการลงทุนของบริษัทรถยนต์ในโครงการอีโคคาร์นี้ ทางบีโอไอได้กำหนดเงินลงทุนของผู้ผลิตแต่ละรายทั้งโปรเจ็กต์ไว้ที่ 5,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าเป็นผู้ประกอบการที่ยังไม่มีไลน์การผลิตรถยนต์ในประเทศอาจจะต้องใช้เม็ดเงินมากกว่านี้ แต่ถ้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่มีการผลิตรถในประเทศอยู่แล้วอาจจะมีการผลิตปรุงไลน์ผลิต ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินประมาณ 3,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 2,000 ล้านบาท น่าจะเป็นการลงทุนในส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกัน
"ขณะนี้บีโอไอได้อนุมัติโครงการนี้ไปเพียง 3 ราย ยังเหลืออีก 4 รายที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งคาดว่าเราจะได้เห็นรถอีโคคาร์ออกมาวิ่งบนท้องถนนได้ประมาณกลางปี 2552 เป็นต้นไป และรายอื่นๆ ก็จะเริ่มทยอยตามออกมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงของการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ในโปรเจ็กต์ ดังกล่าว" นายศุภรัตน์กล่าว
นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงการคาดการณ์การลงทุนของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์จากการการลงทุนของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทั้ง 7 ราย ในการขอรอรับการอนุมัติสนับสนุนการลงทุนในโครงการรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงานมาตรฐานสากลหรืออีโคคาร์ ว่าจากการประเมินการลงทุนเบื้องต้นของทั้ง 7 บริษัทนั้น คาดว่าจะส่งผลให้มีการลงทุนในส่วนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่าของปริมาณการลงทุนจากค่ายรถ หรือประมาณ 140,000 ล้านบาทเป็นอย่างต่ำ
ทั้งนี้ ในส่วนของการลงทุนภาคอุตสาหกรรมชิ้นส่วนนั้น ขณะนี้ยากต่อการคาดการณ์ เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทั้ง 7 ราย มีทั้งบริษัทที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนใหม่ทั้งโปรเจ็กต์ อย่าง ซูซูกิ, ทาทา มอเตอร์, โฟล์กสวาเกน และกลุ่มบริษัทที่ไม่ได้ขอรับการส่งเสริมทั้งหมดอย่าง ฮอนด้า โตโยต้า นิสสัน และมิตซูบิชิ
โดยเฉพาะบริษัทรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันมีบริษัทผลิตชิ้นส่วนไว้รองรับการผลิตอยู่ก่อนหน้า แต่ในส่วนของ ผู้ประกอบการใหม่อย่างซูซูกิ ทาทา และโฟล์ก ที่ยังไม่มีฐานการผลิตในไทยนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมองหาซัพพลายเออร์ในเมืองไทยให้เข้ามารองรับการผลิตในอนาคต
"อีโคคาร์จะทำให้โอกาสของกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยมีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาทำตลาด ส่งผลให้มีโอกาสในการแข่งขันมากขึ้น หากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัวเพื่อและฉวยโอกาสที่กำลังจะมาถึงตรงนี้ก็น่าเป็นห่วงในอนาคต"
ด้านนายประสาทศิลป์ อ่อนอรรถ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย กล่าวว่า มูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนภายหลังจากมีการลงทุนในโครงการอีโคคาร์นั้น ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ว่า จะมีการลงทุนในส่วนของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนมากน้อยเพียงใด ซึ่ง สิ่งหนึ่งที่กลุ่มผู้ประกอบการไทยเป็นห่วง คือ การเข้ามาของบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนจากต่างประเทศ ซึ่งผู้ผลิตคงต้องรอการประกาศรายละเอียดที่ชัดเจนก่อนจึงประเมินสถานการณ์เพื่อรับมือต่อไป
"ขณะนี้ทางสมาคมอยู่ระหว่างการร่วม มือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการผลักดันให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สามารถแข่งขันได้ ท่ามกลางการเจริญเติบโตของอุตสาห กรรม โดยมีมาตรการหลักที่ต้องเร่งลงมือประกอบไปด้วย เรื่องของการสร้างบุคลากรและเรื่องของการสร้างศูนย์ทดสอบ ทั้งนี้ มองว่าหากเป็นไปตามแผนงานที่รัฐบาลกำหนดให้อุตสาหกรรมยานยนต์ขึ้นเป็น 1 ใน 10 ของโลกนั้น ก็ต้องเตรียมในเรื่องบุคลากรให้พร้อม"
ปัจจุบันมีบุคลากรในแวดวงอุตสาห กรรมยานยนต์กว่า 300,000 คน และคาดว่าจะต้องการเพิ่มอีก 80,000 คน ใน ปี 2553 และอีก 70,000 คน ในปี 2558 ซึ่งต้องการบุคลากรในระดับวิศวกรมากถึง 10-20% ของความต้องการแรงงานทั้งหมด
ส่วนเรื่องของศูนย์ทดสอบมาตรฐาน ชิ้นส่วนยานยนต์นั้น ยืนยันว่ามีความจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาให้การสนับสนุน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่อุตสาหกรรมยานยนต์จะเติบโตได้โดยที่ไม่มีสถาบันทดสอบกลาง และเป็นเรื่องตลกที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนชาวไทยจะต้องส่งสินค้าไปทำการทดสอบที่อื่น
ด้านนายพูลศักดิ์ วุฒิกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซัมมิท โอโต บอดี้ อินดัสตรี จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์ ในเครือซัมมิท กรุ๊ป เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ว่าจะให้มีการผลิตชิ้นส่วนใดบ้าง ซึ่งบริษัทได้เตรียบงบประมาณเบื้องต้นเพื่อใช้ในการลงทุนสำหรับอีโคคาร์ถึง 1,000 ล้านบาท
ทั้งนี้อุตสาหกรรมผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมผู้รับช่วงการผลิตจากอุตสาห กรรมยานยนต์เริ่มตื่นตัว และมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน เนื่องจากผู้ประกอบการต้องพยายามเสนอแผนงานให้กับลูกค้ายอมรับสินค้าชิ้นส่วนของตัวเองให้มากที่สุด
"เรามีศักยภาพเพียงพอที่จะรับงานจากบริษัทรถยนต์ได้ วันนี้เราพร้อมที่จะลงทุนเมื่อทุกอย่างมีความชัดเจน ซึ่งเรามีศักยภาพและมีกำลังที่เพียงพออย่างแน่นอน เพราะขณะนี้ก็มีบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนหลายรายเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว โดยการเข้าไปติดต่อและเสนองานกับค่ายรถทั้ง 7 ราย ทำให้มีการแข่งขันที่ดุเดือด"
ประกอบกับทิศทางของอุตสาหกรรมชิ้นส่วน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ปัจจุบันปริมาณการผลิตอยู่ปีละ 1.5 ล้านคัน และคาดว่าภายในอีก 5 ปี ปริมาณการผลิตจะเพิ่มขึ้นไปอีกไม่ต่ำกว่าปีละ 2 ล้านคัน ผลักดันการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความต้องการจะเพิ่มขึ้น แต่การแข่งขันรุนแรงตามไปด้วย โดยเฉพาะคู่แข่งที่เป็นบริษัทต่างชาติหรือมีต่างชาติ ถือหุ้น ซึ่งบางรายจะมีความได้เปรียบ เนื่อง จากมีบริษัทรถยนต์เข้าถือหุ้นอยู่ด้วย และบางรายผลิตได้ในราคาที่ถูกกว่าซึ่งผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว
ด้านแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ กล่าวถึงแนวโน้มของสถานการณ์อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ในปี 2551 ว่า ความต้องการใช้แม่พิมพ์ในปีนี้น่าจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะมีการขยายตัวประมาณ 20% เนื่องจากปีนี้อุตสาหกรรมรถยนต์จะมีการขยายการลงทุนเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) ที่เริ่มจะมีการผลิตในปีนี้
สำหรับมูลค่าตลาดรวมของแม่พิมพ์ในเมืองไทยนั้น ปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่ 50,000-60,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีมูลค่าการผลิตแม่พิมพ์ในประเทศประมาณ 35,000 ล้านบาทต่อปี ในจำนวนนี้มีการส่งออกไปต่างประเทศประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี ขณะเดียวกันมีการนำเข้ามาประมาณ 25,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้แม่พิมพ์ค่อนข้างมากในไทย นอกจากอุตสาหกรรมยานยนต์แล้วยังมีอุตสาหกรรมผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ด้วย
















Leave a comment :