ขนส่งนำร่อง RFID Tag
โดยนายชัยวัฒน์ สงวนชื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่ากรมการขนส่งทางบกได้ เตรียมเปิดให้บริการเครื่องหมายการเสียภาษีรถประจำปีรูปแบบใหม่ Radio Frequency Identification: RFID Tag เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ประกอบการขนส่ง ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ และผู้ขับขี่รถยนต์ทั่วไป ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าวในการควบคุมติดตามรถยนต์ ติดตามเส้นทางการเดินรถ และติดตามรถหาย ซึ่งจะเริ่มทดลองเปิดให้บริการ ณ สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 กรมการขนส่งทางบก จตุจักร ในวันที่ 11 สิงหาคม 2553 และเริ่มให้บริการ ณ สำนักงานขนส่งทุกเขตใน กทม. และปริมณฑล ภายในสิ้นเดือนกันยายน ก่อนให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้
โดยโครงการดังกล่าวเป็นบริการชำระภาษีประจำปีรูปแบบใหม่ภาคสมัครใจ โดยการชำระภาษีรถประจำปีรูปแบบเดิมจะได้รับเครื่องหมายการเสียภาษีประจำปีตามปกติเท่านั้น ส่วนการชำระภาษีระบบ RFID จะชำระค่าธรรมเนียมเพิ่ม 120 บาท จากปกติ โดยจะได้รับเครื่องหมาย 2 ส่วน ประกอบด้วย SMART TAG คือ เครื่องหมายการเสียภาษีประจำปีรูปแบบใหม่ ที่มีส่วนประกอบของ RFID Chip สำหรับติดที่กระจกหน้าของยานพาหนะหรือจุดที่มองเห็นได้ชัดเจน และส่วนที่ 2 คือ SMART PASS ซึ่งก็คือ RFID ที่ติดตั้งบริเวณไฟหน้ายานพาหนะเพื่อให้การจัดเก็บข้อมูลครบถ้วนที่สุด
ดึงเอกชนลงทุนพัฒนาระบบ
โดยในการพัฒนาระบบดังกล่าวขึ้นมานั้นกรมการขนส่งทางบก ได้มอบหมายให้บริษัทกลกร จำกัด เป็นผู้ดำเนินการ และเป็นผู้ลงทุนพัฒนาระบบ และติดตั้งเครื่องอ่าน ( Reader ) ซึ่งเบื้องต้นจะดำเนินการติดตั้งเครื่องอ่าน อาร์เอฟไอดี ทั้งหมด 450 จุด ตามถนนสายหลัก ทางหลวงจังหวัด ทางเข้าออกจังหวัดทั่วประเทศ ส่วนการขยายจุดติดตั้งเครื่องอ่าน ในอนาคตนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด หากต้องการให้ขยายถึงตำบล หมู่บ้าน ต้องมีปริมาณรถยนต์ 80-90% ของจำนวนรถยนต์ใหม่ทั้งหมด ติดตั้ง SMART RFID Tag แต่คาดว่าในปีแรกของการให้บริการจะมีปริมาณรถยนต์ใหม่ติดตั้ง 15-20% ของปริมาณรถใหม่ ซึ่งจากข้อมูลนั้นพบว่าในการธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์นั้น 10% ซื้อเงินสด และ 90% ซื้อแบบผ่อน
ชี้ประโยชน์พัฒนาโลจิสติกส์
ทั้งนี้ระบบดังกล่าวจะเป็นประโยชน์กับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ โดยสามารถควบคุมประสิทธิภาพการขนส่ง ติดตามเส้นทางการเดินรถ การจัดการการขนส่ง นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์กับธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ และประกันภัย ในอนาคตจะมีแผนการเชื่อมโยงระบบกับกองบังคับการตำรวจจราจร (บก 02) เพื่อติดตามรถหาย และระบบทะเบียนประวัติอาชญากรรมของกรมราชทัณฑ์"
ด้านนายนำโชค โสมาภา กรรมการผู้จัดการ บริษัทโสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ พัฒนาเครื่องหมายการเสียภาษีรถประจำปีรูปแบบใหม่ Radio Frequency Identification: RFID Tag กล่าวว่าบริษัท กลกร จำกัด ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกให้บริการดังกล่าวเป็นเวลา 10 ปี และได้ว่าจ้างบริษัทให้เป็นผู้ดำเนินการพัฒนาระบบขึ้นมา โดยการให้บริการชำระภาษีประจำปีรูปแบบใหม่ ผู้ใช้บริการจะได้รับเครื่องหมาย 2 ส่วน ประกอบด้วย SMART TAG คือ เครื่องหมายการเสียภาษีประจำปีรูปแบบใหม่ ที่มีส่วนประกอบของ RFID Chip สำหรับติดที่กระจกหน้าของยานพาหนะหรือจุดที่มองเห็นได้ชัดเจน และส่วนที่ 2 คือ SMART PASS ซึ่งก็คือ RFID ที่ติดตั้งบริเวณไฟหน้ายานพาหนะเพื่อให้การจัดเก็บข้อมูลครบถ้วนที่สุด
โดยเทคโนโลยี RFID จะมี Transceiver ซึ่งเป็นเครื่องอ่าน (Reader) ที่ได้เชื่อมต่อด้วยระบบคลื่นวิทยุ มีทั้งการรับ-ส่งสัญญาณวิทยุ การแปลงสัญญาณวิทยุเป็นข้อมูลและทำการส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อถอดรหัสเครื่องหมายการเสียภาษีรถประจำปี Decoding ที่ติดอยู่บริเวณกระจกยานพาหนะ และในอนาคตเมื่อมีการพัฒนาเต็มรูปแบบจะสามารถนำข้อมูลไปอ้างอิงใช้เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้การทำงานมีความสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำมากยิ่งขึ้น
เปิดรัฐ-เอกชนเชื่อมข้อมูล
โดยเครื่องอ่านสามารถอ่านข้อมูลขณะรถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยระยะการอ่าน 14 เมตร ซึ่งเครื่องอ่านที่เลือกนำมาใช้เป็นของอเมริกา และระบบป้องกันปลอมแปลงป้าย RFID Tag เป็นของออสเตรเลีย ทั้งยังเป็นระบบที่เป็นมาตรฐานเปิดให้ทั้งภาครัฐและเอกชน เข้ามาเชื่อมโยงข้อมูล โดยระบบดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างมาก หากมีหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน เข้ามาร่วมมือกัน ซึ่งในส่วนความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ นั้นคงต้องเป็นนโยบายของกรมการขนส่งฯ ส่วนเอกชนนั้นขณะนี้เริ่มมีการเจรจาบ้างแล้ว ซึ่งก็ต้องใช้เวลาในการสร้างการรับรู้ให้กับผู้ใช้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนส่ง เช่าซื้อรถยนต์ ธุรกิจประกันภัย และผู้ให้บริการที่จอดรถซึ่งขณะนี้เริ่มมีบริษัทประกันรถยนต์ สนใจพร้อมจะนำ RFID Tag ไปติดตั้งให้กับลูกค้าที่ซื้อประกันรถยนต์ฟรี
นายนำโชค กล่าวต่ออีกว่าตามแผนโครงการดังกล่าวนั้นจะต้องติดตั้งเครื่องอ่านจำนวน 450 เครื่อง บนถนนสายหลัก ให้แล้วเสร็จในเดือนกันยายนปีหน้า และประเมินว่าหากจะต้องการติดตั้งเครื่องอ่านให้ครอบคลุมทั่วประเทศ จะต้องติดตั้งไม่ต่ำกว่า 1,000 จุด อย่างไรก็ตามในปีแรกที่ระบบยังไม่มีความสมบูรณ์มาก คาดว่าจะมีรถยนต์ติดตั้งเทคโนโลยีดังกล่าวประมาณ 1-2 ล้านคน
















Leave a comment :