ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากการศึกษาผลกระทบของโครงการรถไฟความเร็วสูงตามโครงข่ายเส้นทางรถไฟข้ามทวีปเอเชีย (Trans-Asia Railway) ของประเทศจีน ซึ่งมีอยู่ 3 เส้นทาง ประกอบด้วย เส้นทางแรก จากจีน(คุนหมิง)-ลาว-ไทย(หนองคาย-กรุงเทพฯ)-มาเลเซีย-สิงคโปร์ ระยะทาง 3,640 กิโลเมตร เส้นทางที่ 2 จากจีน(คุนหมิง)-พม่า-ไทย(กาญจนบุรี-กรุงเทพฯ)-มาเลเซีย-สิงคโปร์ ระยะทาง 4,800 กิโลเมตร และเส้นทางที่ 3 จากจีน(หนานหนิง)-เวียดนาม-กัมพูชา-ไทย(อรัญประเทศ-กรุงเทพฯ)-มาเลเซีย-สิงคโปร์ ระยะทาง 5,441 กิโลเมตร
ทั้งนี้จากผลการศึกษาสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับจังหวัดหนองคาย ในกรณีเส้นทางคุนหมิง-ลาว-หนองคาย-กรุงเทพฯ ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2558 พบว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตต่างๆ ของจังหวัดในวงกว้าง โดยในภาคเกษตรแม้ไทยจะได้รับผลดีจากการส่งออกสินค้าเกษตรไปจีนได้สะดวกรวดเร็วขึ้น แต่ในทางกลับกันจะเปิดช่องให้สินค้าเกษตรจากจีน ไหลบ่าเข้าไทยเพิ่มมากขึ้น รวมถึงอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องนุ่งห่มจากจีนก็จะทะลักเข้ามามากขึ้น เช่นเดียวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับธุรกิจค้าส่ง/ค้าปลีกรายย่อยรวมถึงร้านโชวห่วยของไทย หลังจากจีนนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายได้มากขึ้น
ขณะที่การเข้ามาตั้งศูนย์กระจายสินค้าของจีนในลาวตามเส้นทางรถไฟวิ่งผ่าน โดยจุดใหญ่ที่นครเวียงจันทน์ ที่อยู่ห่างจากหนองคายเพียง 50-60 กิโลเมตร จะเป็นแหล่งพักสินค้าจีน และสามารถเข้ามาทำตลาดในไทยได้โดยง่ายและสะดวกรวดเร็ว ซึ่งในอนาคตสินค้าจากจีนมาที่กรุงเทพฯผ่านเส้นทางนี้จะใช้เวลาเพียงประมาณ 5 ชั่วโมงเท่านั้น ด้านศูนย์กลางทางการเงินจะมีผลกระทบทั้งบวกและลบ จากการที่ไทยต้องแข่งกับลาวในการให้บริการทางการเงินตามเส้นทางรถไฟ
ดร.อัทธ์ กล่าวอีกว่าด้านโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการขนส่งทางบกของไทยจะได้รับผลกระทบมาก เพราะต่อไปเส้นทางรถไฟความเร็วสูงหนองคาย-กรุงเทพฯจะทำให้การขนส่งคนและสินค้ามีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น และในอนาคตหากอาเซียนและจีนมีความตกลงเปิดเสรีด้านโลจิสติกส์ก็จะยิ่งกระทบหนักมากขึ้น จากที่ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ของจีนเข้ามาแข่งขันให้บริการ ขณะที่ด้านแรงงานก่อสร้างเส้นทางรถไฟไทยจะได้รับประโยชน์น้อยหากรัฐบาลไทยอนุญาตให้จีนนำแรงงานก่อสร้างที่มีความเชี่ยวชาญด้านรถไฟเข้ามา
อย่างไรก็ดียังมีผลกระทบด้านบวกจากโครงการดังกล่าว โดยในส่วนของภาคการท่องเที่ยว จะทำให้ชาวจีนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยเพิ่มขึ้น ทำให้ไทยสามารถพัฒนาศักยภาพด้านนี้ได้ รวมถึงทางด้านอาหารจากการที่จีนจะเริ่มก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงในลาว ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2554 และต้องนำแรงงานเข้ามาก่อสร้างในลาวมากกว่า 10,000 คน จะทำให้ไทยส่งออกอาหารได้เพิ่มขึ้น
"ยุทธศาสตร์ของจีนต่ออาเซียนมีความชัดเจนและวางแผนมาเป็นอย่างดี ทั้งด้านการค้า และการลงทุน เป้าหมายหลักเพื่อใช้อาเซียนเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และเป็นประตูการค้าสู่ยุโรป อเมริกา และแอฟริกา การใช้อาเซียนเป็นแหล่งระบายสินค้า ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาการค้า การลงทุนของจีนในอาเซียนซึ่งรวมทั้งไทยได้ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเออาเซียน-จีนที่มีผลบังคับใช้แล้ว ดังนั้นโครงการรถไฟความเร็วสูงของจีนมายังอาเซียนที่จะแล้วเสร็จในปี 2558 ซึ่งในปีเดียวกันอาเซียนจะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจ(เออีซี)และเอฟทีเออาเซียน-จีนจะมีผลบังคับใช้อย่างครอบคลุมทุกด้าน จะทำให้จีนได้รับประโยชน์มาก"
ดร.อัทธ์ กล่าวอีกว่า จากการรุกเข้ามาของจีนในภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นระบบและมีการวางแผนที่ดีทั้งนโยบายรัฐบาล รวมถึงด้านเงินทุน ขณะที่ภาคธุรกิจไทยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ยังไม่ตื่นตัวปรับตัวรองรับการแข่งขันเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์ หรือเตรียมแผนรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเท่าที่ควร รวมถึงแต่ละจังหวัดที่รถไฟความเร็วสูงจะวิ่งผ่านเพื่อเชื่อมต่อไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ก็ยังไม่มียุทธศาสตร์ของจังหวัดในการรองรับการแข่งขันจากปัจจัยภายนอก ถือเป็นเรื่องที่น่าห่วง ดังนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเร่งจัดทำยุทธศาสตร์ หรือเตรียมแผนรองรับกันได้แล้ว
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.