Switch to: uk
11 February 2012 14:19PM

ประชาพิจารณ์กิจการรุนแรงวุ่น สนามกอล์ฟ-จีเอ็มโอ ส่อหลุด

05 Apr 10 ,  bangkokbiznews
  • 0

เวทีประชาพิจารณ์ 19 โครงการรุนแรง "สนามกอล์ฟ-พืชจีเอ็มโอ" ส่อหลุดบัญชีรุนแรง ภาคประชาชนเสนอกำหนด 20 กิจการรุนแรง

 

ขณะที่เอกชน-เอ็นจีโอ โต้กันวุ่น กิจการเหมืองแร่ ระเบิดหิน คณะอนุกรรมการยอมรับหนักใจ สรุปข้อมูลทั้งหมดเสนอกรรมการ 4 ฝ่าย ตัดสินวันที่ 5 เม.ย.นี้ ขณะที่รัฐบาลมั่นใจแก้ปัญหา 76 โครงการมาบตาพุดเสร็จเดือน ก.ย. เร่งผลักดันกฎหมายตั้งองค์การอิสระถาวร ผ่านสภาวาระแรกสมัยนี้

 

เวทีประชาพิจารณ์ โดยคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นประชาชน เพื่อปรับปรุงรายการโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ภายใต้คณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อแก้ปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ได้จัดรับฟังความคิดโครงการที่อาจจะกระทบรุนแรงต่อชุมชน 19 กิจการครั้งสุดท้าย หลังจัดรับฟังครบทั้ง 5 ครั้งทั่วประเทศ

 

นายธงชัย พรรณสวัสดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นประชาชน เพื่อปรับปรุงรายการโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง กล่าวว่า การรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ จะเป็นรอบสุดท้ายที่ผนวกการรับฟังข้อมูลมาจาก 5 ครั้งทั่วประเทศ ก่อนที่คณะอนุกรรมการจะประชุมเพื่อสรุป ภายในวันที่ 5 เม.ย.นี้ และจะนำเสนอคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อพิจารณานำส่งรัฐบาลต่อไป

 

ประชาชนเสนอ 20 กิจการรุนแรง

 

ข้อเสนอจากประชาชนจากเวทีภูมิภาคให้เพิ่มเติมโครงการรุนแรง 20 ประเภทโครงการ คือ 1. ขุดลอกร่องน้ำในทะเล (ไม่รวมรายการซุ่มบำรุง) 2. ขุดลำน้ำโขง 3. ดูดทรายในลำน้ำ (ไม่ระบุขนาด) 4. ประตูระบายน้ำที่กันแม่น้ำสายหลัก (ทุกขนาด) 5. โครงการข้ามพรมแดน (อาทิเช่น เขื่อน การรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ) 6. สวนผลไม้/เกษตรขนาดใหญ่ (ไม่ระบุขนาด) 7. สายส่งไฟฟ้าแรงสูง (ไม่ระบุขนาด)

 

8. โครงการที่ใช้หรือผลิตวัตถุอันตราย ที่ไม่ใช้เสาเข็ม 9. กิจกรรมการทดสอบใช้เครื่องจักรในโรงงาน (ในช่วงการเปิดดำเนินการ) 10. ประเด็นพื้นที่อ่อนไหวขอเพิ่ม ได้แก่ พื้นที่ชุ่มน้ำ แรมซาไซต์ พื้นที่กำหนดไว้เป็นที่พักอาศัย เกษตรกรรม พื้นที่อนุรักษ์ชนบทเกษตรกรรม พื้นที่โล่งเพื่อการอนุรักษ์รักษาสิ่งแวดล้อม พื้นที่อนุรักษ์ป่าไม้ พื้นที่อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม

 

11. การขนส่งของไหลที่เป็นวัตถุอันตราย ทางท่อ และผ่านพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่ชุมชน 12. สนามบินน้ำ (ทุกขนาดโดยเฉพาะที่ใช้พื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเล) 13. พื้นที่ที่มีศักยภาพแร่ตะกั่ว เนื่องจากเป็นพื้นที่มีพิษ 14. เหมืองแร่ในทะเลทุกขนาด 15. การระเบิดดิน 16. ท่าเทียบเรือมารีน่า ทุกขนาด 17. การสูบน้ำเกลือในดิน (ไม่ใช่เหมือง) 18. โรงแยกก๊าซทุกขนาด 19. โรงไฟฟ้าชีวมวล และ 20. การขนส่งกากของเสียอันตรายและขยะอันตราย ซึ่งคณะอนุกรรมการจะบรรจุเป็นบัญชีแนบท้ายให้กับกรรมการ 4 ฝ่าย

 

ชี้เหมืองแร่ทุกชนิดอยู่ในบัญชี

 

ขณะที่บรรยากาศในห้องประชุมย่อย ที่มีนายโกศล ใจรังษี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน รับฟังต่อโครงการด้านเหมืองแร่ และโครงการโรงงานถลุงเหล็กและหลอมโลหะ พบว่ามีการถกเถียงกันอย่างหนัก ทั้งในประเด็นว่าควรกำหนดอยู่ในโครงการรุนแรงหรือไม่ รวมถึงการกำหนดขนาดของกิจกรรม

 

นายปริญญา นุตาลัย อดีตคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กล่าวว่า สนับสนุนให้เหมืองแร่โลหะทุกชนิด ทุกขนาด และทุกประเภท อาทิเช่น ดีบุก ตะกั่ว สังกะสี ทองคำ รวมทั้งเหมืองแร่ใต้ดิน อาทิเช่น โพแทช ต้องอยู่ในบัญชีรุนแรง ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นิเวศน์ทำลายป่าต้นน้ำ และผลกระทบต่อสุขภาพของชาวบ้านจากพิษของเหมืองที่แพร่กระจาย ซึ่งมีบทเรียนที่ชัดเจนจากกรณีแร่ตะกั่ว ที่กาญจนบุรี และกรณีสารแคดเมียม แม่ตาว จ.ตาก

 

"จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่ายังมีช่องโหว่ของกฎหมาย และการทุจริตของกรมทรัพยากรธรณี และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ที่มองเห็นแต่ประโยชน์ของเอกชนต่างชาติ มากกว่าคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความล่มสลายของชุมชน" นายปริญญาระบุ

เสนอถอดเหมืองระเบิดหิน

 

ขณะที่นายวิเชียร ปลอดประดิษฐ์ เลขาธิการสภาการเหมืองแร่ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่จะกำหนดให้เหมืองแร่ทุกชนิด ติดอยู่ในบัญชีรุนแรงทั้งหมด เพราะปัจจุบันก็ต้องทำรายงานอีไอเออยู่แล้ว โดยเฉพาะเหมืองหินปูน และการระเบิดหิน ที่มีอยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัด คือ สระบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี และชลบุรี ที่มีมากกว่า 300 รายทั้งขนาดเล็กและใหญ่ เพราะขณะนี้ มีทั้งเทคโนโลยีในการทำเหมืองแร่แล้ว

 

ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ได้ลุกขึ้นคัดค้านความเห็นนี้ โดยระบุว่า ยังยืนยันให้เหมืองหินปูน และการระเบิดหิน ต้องเข้าข่ายตามมาตรา 67 เพราะที่ผ่านมา กรณีที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ต้องประกาศเขตควบคุม ทั้งนี้ ไม่ให้อยากราชการทำตัวเป็นนอมินีของผู้ประกอบการ แต่ควรจะผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจน จะได้ไม่เกิดปัญหาเหมือนมาบตาพุด

ถอดจีเอ็มโอ-สนามกอล์ฟออก

 

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ โฆษกคณะกรรมการ 4 ฝ่าย กล่าวว่า ยอมรับว่าหนักใจที่อาจจะไม่สามารถหาข้อยุติที่ชัดเจนออกมาในรายโครงการว่าโครงการไหนรุนแรง ไม่รุนแรง รวมทั้งการกำหนดปรับลดขนาดโครงการ กิจการ เนื่องจากที่ประชุมรอบนี้ก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการ ชาวบ้าน และนักวิชาการ


 ดังนั้น ในบางเรื่องที่ไม่สามารถหาข้อยุติก็อาจจะแขวนไว้ อาทิเช่น เรื่องพืชจีเอ็มโอ ที่มีการถกเถียงในมุมวิทยาศาสตร์ค่อนข้างมาก จนยังไม่สรุปว่าจะยังอยู่ในบัญชีรุนแรง หรือให้ถอดออก รวมทั้งเรื่องของเหมืองแร่ เหมืองหิน เป็นต้น

 

"คณะอนุกรรมการรับฟังจะเสนอให้รับฟังความเห็นเพิ่มเติมในบางรายการ หรือจะสรุปข้อมูลทั้งหมดเป็นบัญชีเบื้องต้นทั้งหมดไปก่อน ส่วนที่มีข้อสรุปได้แล้ว คือ โครงการเขื่อนเก็บน้ำ หรืออ่างเก็บน้ำ หรือฝาย เขื่อนทดน้ำ ตั้งแต่ 50 ล้าน ลบ.ม. หรือพื้นที่เก็บน้ำตั้งแต่ 15 ตร.กม.ขึ้นไป โครงการสนามบิน ส่วนที่ถอดออกจากบัญชีรุนแรง คือ สนามกอล์ฟ เพราะไม่มีการนำเสนอความคิดเห็น จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง" นายบัณฑูรกล่าว

 

มั่นใจ 76 โครงการจบภายใน ส.ค.นี้

 

วานนี้ (2 เม.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประชุมร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาโครงการลงทุน 76 โครงการ

 

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดตั้งองค์การอิสระถาวร ขณะนี้ มีร่างกฎหมายที่จะเสนอให้สภาพิจารณา 2 ฉบับ ฉบับแรกเสนอโดย ส.ส. ขณะนี้อยู่ในสภาแล้ว ส่วนอีกฉบับ คือ ร่างกฎหมายที่เสนอโดยรัฐบาลทางคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 7 พิจารณาเสร็จแล้ว เมื่อกฤษฎีกาเสนอร่างกฎหมายมาให้รัฐบาลแล้ว ก็จะเสนอสภาพิจารณาได้ โดยตั้งเป้าว่าจะให้ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรวาระแรกช่วงการประชุมสภาสมัยนี้

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ยังไม่มีการจัดตั้งองค์การอิสระถาวร แต่การจัดตั้งคาดจะแล้วเสร็จสิ้นเดือน เม.ย.นี้ สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ จนกว่าการจัดตั้งองค์การอิสระจะแล้วเสร็จ เพราะในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีกำหนดให้คณะกรรมการทำงานได้ 2 ปี หรือจนกว่าจะตั้งคณะกรรมการถาวรเสร็จ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ประเมินระยะเวลาการแก้ปัญหาโครงการลงทุน 76 โครงการในมาบตาพุด ตามมาตรา 67 วรรค 2 ทั้งกระบวนการจัดทำอีไอเอและเอชไอเอ การรับฟังความเห็น และการให้ความเห็นขององค์การอิสระทั้งหมดเสร็จภายในเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้ ซึ่งจะได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐเพื่อดำเนินโครงการต่อภายในเดือน ก.ย.-ต.ค.นี้
อัยการจ่อยื่นศาลพิจารณาอีก 26 ราย

 

สำหรับความคืบหน้าการแก้ปัญหาโครงการลงทุน 76 โครงการ ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ขณะนี้ ยังมีโครงการที่อัยการเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลปกครองให้พิจารณา 26 โครงการ หลังจากศาลและหน่วยงานของรัฐอนุญาตให้ 32 โครงการ สามารถดำเนินการต่อไปได้

 

ดังนั้น จึงเหลือโครงการที่จะต้องดำเนินการตามมาตรา 67 วรรค 2 จำนวน 18 โครงการ แต่ใน 32 โครงการที่อนุญาตให้ดำเนินการมี 9 โครงการที่ศาลอนุญาตก่อสร้างต่อไปได้เท่านั้น ดังนั้น โครงการทั้งหมดจะต้องดำเนินการตามกฎหมายก่อนที่จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์

Leave a comment :