จากการที่ประเทศไทยได้ลงนามจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) และมีผลบังคับใช้แล้วกับ 5 ประเทศ ประกอบด้วย จีน อินเดีย(82 รายการ) ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่นตามลำดับ ส่งผลให้การค้าระหว่างไทยกับประเทศคู่สัญญาขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ดีในการทำเอฟทีเอย่อมมีทั้งผู้ได้และเสียผลประโยชน์
นายวีรศักดิ์ โฆษิตไพศาล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกของไทยได้รับประโยชน์อย่างมากจากการทำเอฟทีเอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริษัทในเครือปตท. และเครือซิเมนต์ไทยซึ่งเป็นสองกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ของไทยสามารถส่งออกไปยังจีน อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้เพิ่มขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา และช่วงครึ่งแรกของปีนี้การส่งออกเม็ดพลาสติกของไทยขยายตัวค่อนข้างสูง (ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2551 ไทยส่งออกเม็ดพลาสติกไป 4 ประเทศดังกล่าวขยายตัว 21, 62, 156 และ 80 ตามลำดับ และมูลค่า 11,992, 3,844, 3,017 และ 937 ล้านบาทตามลำดับ)
สอดคล้องกับนางเพียงใจ แก้วสุวรรณ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. ที่กล่าวว่า จากผลพวงเอฟทีเอทำให้การส่งออกสินค้ารถยนต์ของประเทศไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดออสเตรเลียที่ได้ลดภาษีนำเข้ารถยนต์นั่งส่วนบุคคลขนาดเล็ก(รถเก๋ง) และรถปิกอัพลงเป็น 0% แล้วตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2548 ทำให้มูลค่าการส่งออกรถยนต์จากไทยไปออสเตรเลียขยายตัวอย่างมาก(ปี 2550 ไทยส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบไปออสเตรเลียมูลค่า 79,013 ล้านบาท ขยายตัว 37% ถือเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทยไปออสเตรเลีย)
"ค่ายรถยนต์ทุกค่ายทั้งโตโยต้า ฮอนด้า มิตซูบิชิ นิสสัน มาสด้า และอื่นๆที่ผลิตจากประเทศไทยได้ประโยชน์ค่อนข้างมากจากเอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย"
นายสุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท บิวตี้เจมส์ จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับรายใหญ่ เปิดเผยว่า จากการที่ญี่ปุ่นได้ลดภาษีนำเข้าสินค้าอัญมณีฯลงเป็น 0% ให้กับไทยแล้วนับตั้งแต่ความตกลงมีผลบังคับใช้(1 พ.ย.2550) ส่งผลให้บริษัทได้ลูกค้ารายใหม่เพิ่มในญี่ปุ่นเกือบ 30 ราย ซึ่งลูกค้าเหล่านี้มีร้านค้าสาขาจำหน่ายทั้งในและนอกห้างสรรพสินค้ารวมกันประมาณ 220 สาขา คาดจะมีส่วนสำคัญทำให้ปีนี้ยอดขายในตลาดญี่ปุ่นของบริษัทจะเติบโตขึ้นมาก จากปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกของบริษัทสัดส่วนประมาณ 20% ของยอดขายรวม (ปีที่แล้วบริษัทมียอดขาย 7,500 ล้านบาท)
ดร.ขัติยา ไกรกาญจน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ส.อ.ท. กล่าวว่า การทำเอฟทีเอมีผลให้ไทยสามารถส่งออกเครื่องรับโทรทัศน์สีไปยังอินเดีย เครื่องปรับอากาศ และเครื่องคอมพิวเตอร์ไปออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้เพิ่มขึ้น แต่ประโยชน์ส่วนใหญ่จะตกอยู่กับบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนใช้ไทยเป็นฐานการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากค่ายญี่ปุ่น อาทิ โตชิบา โซนี่ ชาร์ป เป็นต้น
ด้านนายสิทธิพร บุรณนัฏ เลขาธิการ สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการเปิดเอฟทีเอกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ สองประเทศผู้ผลิตโคเนื้อรายใหญ่ของโลก ทำให้เวลานี้มีเนื้อวัวจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ส่งเข้ามาขายในไทยจนเต็มโควตาภาษีนำเข้าทุกปี โดยราคานำเข้าจะถูกกว่าไทยมาก อาทิ เนื้อสันในตลาดบนจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ขายที่ประมาณ 780บาท/กก. ของไทยเกรดเดียวกันขายที่ 950 บาท/กก. ในระยะยาวเมื่อไทยต้องลดภาษีนำเข้าให้กับทั้งสองประเทศลงเป็น 0% (ในปี2563)จะมีเนื้อวัวนำเข้าจากทั้งสองประเทศทะลักเข้ามาวางจำหน่ายและสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรไทยอย่างมากหากไม่เร่งปรับตัวเพื่อรองรับการแข่งขัน
ส่วนนายณัฐ อ่อนศรี อุปนายกและประธานกลุ่มผู้ผลิตปลาทูน่า สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ทูน่าไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควรจากการทำข้อตกลงทั้ง 5 เอฟทีเอที่มีผลบังคับใช้แล้ว เพราะทั้งหมดไม่ใช่ตลาดหลักของไทย(ตลาดหลักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป)ขณะที่ในการส่งออกไปญี่ปุ่นก็ยังติดปัญหาเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้าทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์จากภาษีนำเข้าที่ลดลงเป็น 0% แล้วได้ ดังนั้นจึงขอให้รัฐบาลได้เปิดเจรจากับญี่ปุ่นเพื่อให้ผ่อนปรนกฎอย่างเร่งด่วน
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.