โอบามาเมิน FTA หนุนเดินหน้า WTO
ประเด็นเรื่องนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ เป็นประเด็นที่กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญ โดย นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศกล่าวว่า นายบารัก โอบามา จะเข้าบริหารประเทศอย่างเป็นทางการราวเดือนมกราคม 2552 จากใน มุมมองของโอบามาประกาศก่อนหน้านี้ว่า พร้อมจะสนับสนุนการเจรจาองค์การค้าโลก (WTO) รอบโดฮาต่อ พร้อมจะเพิ่มบทบาทให้รัฐสภาสหรัฐและภาคสังคมมากขึ้น เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ฐานเสียงของพรรคเดโมแครต ให้ความสำคัญด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม นอกเหนือไปจากนโยบายการกู้วิกฤตเศรษฐกิจที่ต้อง ดำเนินการเป็นลำดับแรก
การเจรจาเปิดเขตการค้าเสรีระดับทวิภาคี (FTA) กับไทยนั้น คงต้องรอดูความตกลงที่สหรัฐทำไว้กับโคลัมเบีย และเกาหลี ซึ่งยังค้างอยู่ เพราะก่อนหน้านี้ โอบามาอยู่ในกลุ่มคัดค้านความตกลง ดังกล่าว โดยอ้างว่าสหรัฐยังไม่ได้ประโยชน์เพียงพอ แต่เมื่อเป็นฝ่ายบริหารจะดำเนินการอย่างไรต่อ ซึ่ง 2 ฉบับนี้จะมีผลต่อ เอฟทีเออื่นๆ ที่ยังค้างอยู่รวมถึงไทย-สหรัฐ ซึ่งไทยต้องติดตามใกล้ชิด
"ส่วนการต่ออายุกฎหมายให้สิทธิฝ่ายบริหารมีอำนาจเจรจาการค้าเสรีโดย ไม่ผ่านรัฐสภา ซึ่งหมดอายุไปในปี 2549 นั้น โอบามามีสิทธิจะขอต่ออายุ แต่ต้องดูเพราะเขาต้องการให้รัฐสภามีบทบาทในการดำเนินการมากขึ้น หากต่ออายุรัฐสภาจะมีอำนาจรับ-ไม่รับความตกลงที่ฝ่ายบริหารเจรจาเสร็จสิ้นแล้ว โดยที่ไม่มีสิทธิแก้ไข ซึ่งจะเป็นความสะดวกในการปฏิบัติงานด้านเจรจา โดยเฉพาะกรอบโดฮาซึ่งมีสมาชิกจำนวนมาก หากมีการแก้ไขจะยากในทางปฏิบัติเพราะต้องหารือใหม่ 150 ประเทศ" นายสมเกียรติกล่าว
สำหรับผู้ส่งออกไทยที่ส่งออกสินค้าไปตลาดสหรัฐเป็นหลัก เช่น กลุ่มอาหาร แช่เยือกแข็ง กุ้ง เครื่องนุ่งห่ม อัญมณีและเครื่องประดับ ต้องรักษามาตรฐานด้าน การผลิต ด้านแรงงาน และสิ่งแวดล้อม ให้ดีขึ้น เพราะมีโอกาสที่รัฐบาลใหม่สหรัฐ จะเพิ่มความเข้มงวดเรื่องนี้
ไทยหวังสหรัฐปลดจากบัญชี PWL
นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ที่ปรึกษาการพาณิชย์ เปิดเผยว่า นโยบายของพรรคเดโมเครตเน้นให้ความสำคัญกับการดูแลแรงงาน แต่ไม่ได้ต่อต้านการค้าเสรี โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจที่ประสบปัญหา ทั่วโลก ขณะนี้รัฐบาลใหม่อาจจะผ่อนปรนท่าทีด้านการเปิดเสรีมากขึ้น เพื่อไม่ให้ตกขบวนประเทศอื่น โดยเฉพาะสหภาพยุโรปที่เร่งเจรจาเอฟทีเอกับอาเซียนแล้ว ดังนั้น รัฐบาลใหม่อาจจะตัดสินใจเร่งเจรจา เอฟทีเอกับ 4 ประเทศ (P4) ประกอบด้วย นิวซีแลนด์, บรูไน, สิงคโปร์ และชิลี ตามนโยบายรัฐบาลบุชก็ได้ เพราะการเจรจากรอบนี้จะทำให้สามารถเปิดตลาดได้อย่างจริงจัง และมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าการเจรจารอบโดฮา และการเจรจาเอฟทีเอภายในเอเปกที่สหรัฐ เคยมีแนวคิดจะทำก่อนหน้านี้
ประเด็นที่น่าจับตามองคือ โอบามาสนใจการเปิดเสรี แต่อาจจะไม่มากเท่ากับ รีพับลิกัน เพราะเดโมแครตให้ความสำคัญกับกลุ่มแรงงานซึ่งเป็นฐานเสียง อาจจะต้องการดึงเงินลงทุนกลับ เพื่อให้เกิดการผลิตในระบบเรียลเซ็กเตอร์ในสหรัฐ ซึ่งจะทำให้มีการจ้างงาน ขณะที่รีพับลิกันมองว่าการเปิดเสรีโดยให้สหรัฐไปลงทุนต่างประเทศ จะทำให้ได้รายได้กลับสู่สหรัฐ มากกว่า แต่จะไม่มีการจ้างงาน
นอกจากนี้ ในด้านกฎระเบียบหรือมาตรการทางการค้ามีโอกาสเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เช่น การบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (ซีแอล) ถือเป็นนโยบายที่พรรคเดโมแครตเห็นด้วย ซึ่งอาจส่งผลดีกับไทย ในแง่ที่ไทยอาจจะได้รับการพิจารณาสถานะประเทศูคู่ค้าให้ดีขึ้นจากเดิมที่อยู่ในกลุ่มประเทศต้องจับตามองเป็นพิเศษ หรือ PWL ซึ่งหากเป็นอย่างนั้น จะมีผลดีกับการได้รับสิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากร (จีเอสพี)
พาณิชย์ปรับแผนส่งออกรับเดโมแครต
ส่วนในมุมมองด้านการส่งเสริมการ ส่งออกไปตลาดสหรัฐนั้น นางพิมพาพรรณ ชาญศิลป์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะผู้นำฮับภูมิภาคสหรัฐ ให้ข้อมูลว่า ในส่วนของกรมส่งเสริมการส่งออกมีแผนกิจกรรมส่งเสริมการส่งออก 30 โครงการในตลาดสหรัฐสำหรับปี 2552 โดยขณะนี้ได้ประสานไปที่ นางเกษสิริ ศิริภากรณ์ อัครราชทูตฝ่ายการพาณิชย์ สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐ ในฐานะผู้จัดการฮับภูมิภาคสหรัฐ (Regional Hub Manager) ให้ติดตามสรุปข้อมูลทิศทางนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐ เพื่อปรับแผนส่งเสริมการส่งออกให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถรักษาการส่งออกไปสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดหลักของไทยได้
สหรัฐถือเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย มีสัดส่วนการส่งออกถึง 11-12% จำเป็นต้องติดตามดูว่ามาตรการเศรษฐกิจที่ โอบามาลำดับแรกว่าจะมีผลกับประชากรกลุ่มใด หมายถึงจะมีผลต่อกำลังซื้อ และสินค้าไทย แล้วต้องกำหนดแผน ผลักดันการส่งออกให้เป็นไปได้ตาม เป้าหมายเบื้องต้นที่กรมส่งเสริมการส่งออกกำหนด 3-5%
โดยเบื้องต้นยุทธศาสตร์การค้าสหรัฐจะมุ่งเน้น 2 ด้าน คือ นโยบายที่สร้างโอกาสทางการค้าในสหรัฐ โดย มุ่งไปที่มลรัฐ ตอนกลาง-ตอนใต้ของสหรัฐ ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มีศักยภาพ จากจำนวนประชากรกว่า 100 ล้านคน และมีกำลังซื้อสูง ตลาดนี้เดิมมี ผู้ส่งออกจากเกาหลี ไต้หวัน จีน เข้าไปทำตลาดแล้ว แต่ขณะนี้จีนประสบปัญหาหลังจากมีการปนเปื้อนสารเมลามีน ซึ่งน่าจะทำให้ผู้นำเข้าในตลาดเหล่านี้มากขึ้น เชื่อว่า จะเป็นโอกาสสำคัญของสินค้าทั้งกลุ่มอาหาร เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.