Switch to: uk
24 May 2012 05:13AM

"ธนิต"จี้รัฐตั้งกองทุน5หมื่นล. อุ้มธุรกิจเอสเอ็มอี-โลจิสติกส์

22 Dec 08 ,  ประชาชาติธุรกิจ
  • 0

บิ๊กสภาอุตฯ เร่งรัฐบาลใหม่คลายกฎ "บาเซิล 2" ในการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดในการจัดชั้นหนี้ของสถาบันการเงินลง ตั้งกองทุนขั้นต้น 5 หมื่นล้าน อัตราดอกเบี้ยต่ำช่วยผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจ โลจิสติกส์ ระบุเป็นเหตุการณ์ไม่ปกติมีวิกฤตซ้อนวิกฤต ต้องอุ้มภาคการผลิตด่วน

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงผลกระทบเศรษฐกิจไทยจากวิกฤติ "แฮมเบอร์เกอร์" และจากวิกฤตการเมืองไทยว่า ถือเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต เป็นเหตุการณ์ไม่ปกติที่รัฐต้องตั้งกองทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำวงเงินขั้นต้น 5 หมื่นล้านบาท ระยะปล่อยกู้ 10 ปี มาช่วยผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดย่อม ธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจโลจิสติกส์ให้อยู่รอด เป็นการช่วยเหลือต้นน้ำคือภาคธุรกิจ รวมทั้งยังช่วยไม่ให้ธุรกิจเอกชนปลดคนออกจากงาน ซึ่งวิธีการนี้ดีกว่าการที่รัฐจะตั้งงบประมาณเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ถูกปลดออกจากงานไปแล้ว เพราะถึงวันหนึ่งสภาพคล่องของรัฐที่มีอยู่ก็จะหมดไป

เหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ส่วนใหญ่ขายโรงงานให้นักธุรกิจรายใหม่เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ นักธุรกิจใหม่จะได้เปรียบด้านค่าเงินบาทที่อ่อนลงมาก การส่งออกก็ไม่มีปัญหา เพราะเศรษฐกิจโลกขณะนั้น ไม่ได้ทรุดตัวทั่วโลก คนงานจึงตกงานไม่ นาน เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเร็ว แตกต่างจากขณะนี้ที่สถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อมากและการส่งออกไม่ดี จากเศรษฐกิจทรุดทั่วโลก

"ต้องยอมรับกันว่า ในขณะนี้สถาบันการเงินมีเงิน แต่เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมาก ตามกฎบาเซิล 2 เรื่องมาตรฐานบัญชี การจัดชั้นหนี้ ที่ส่วนใหญ่ตั้งสำรอง 100% จึงเป็นไปไม่ได้ในการปล่อยสินเชื่อแก่ ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม ฉะนั้น เมื่อเหตุการณ์ไม่ปกติ เป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต รัฐต้องผ่อนคลายกฎเกณฑ์บาเซิล 2 หรือ ตั้งกองทุน 5 หมื่นล้านบาทขึ้นมาช่วย เพราะเรื่องเศรษฐกิจต้องอุ้มภาคการผลิตก่อน ต้องรักษาบ้านก่อนไฟไหม้ ไม่ใช่รักษากฎบาเซิล 2"

"นอกจากนี้ จากเหตุการณ์การเมืองในไทยที่ปิดสนามบินทำให้ผู้ซื้อต่างประเทศกระจายความเสี่ยง แทนที่จะสั่งซื้อจากไทยประเทศเดียวก็กระจายไปยังประเทศใกล้เคียงไทย ทำให้ธุรกิจประสบปัญหามากขึ้น ซึ่งถ้าหากต่างประเทศไม่หันมาซื้อสินค้าจากไทยแทนจีนที่มีปัญหาสินค้าปนเปื้อน ไทยจะทรุดหนักกว่านี้" นายธนิตกล่าว

สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์นั้น นายธนิตกล่าวว่ารัฐบาลใหม่ควรจะเข้ามาสานต่อ 5 ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ เพราะในช่วงรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไม่มีการสานต่องานเลย ซึ่งกุญแจสำคัญเรื่องโลจิสติกส์ คือ 1.การปรับเปลี่ยนการขนส่งจากทางถนนเป็นทางรางและทางน้ำให้มากขึ้นและมีประสิทธิภาพ แต่จนถึงขณะนี้การขนส่งทางรางกลับไม่ คืบหน้า การขนส่งยังมีส่วนแบ่งเพียง 1.9-2.1%ของทั้งระบบ การขนส่งรางคู่ ควรเพิ่มรางคู่ช่วงฉะเชิงเทรา-อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เป็นการเร่งด่วน 2.การสร้างความเชื่อมั่นทางการเมือง นายกรัฐมนตรีต้องเร่งสมานฉันท์คนในชาติ ต้องลงมาดำเนินการเอง เพราะจากเหตุการณ์ปิดสนามบิน ประเทศใกล้เคียงทั้งเวียดนาม มาเลเซียพร้อมประกาศเป็นฮับการขนส่งในภูมิภาคนี้

ในส่วนแผนรองรับฉุกเฉินการปิดสนามบิน รัฐต้องมีมาตรการในการป้องกันและมีแผนรับมือเป็นขั้นเป็นตอนว่าจะดำเนินการกับผู้ที่ปิดสนามบินอย่างไรบ้าง จะใช้สนามบินใดเป็นสนามบินรองรับแทน ตลอดจนอุปกรณ์และบุคลากรที่ต้องเตรียมพร้อม

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.