Switch to: uk
23 October 2014 07:38AM

"บีเอสเอเอ"รับสภาพปีนี้ธุรกิจเรือเข้าสู่ยุคถดถอย

06 Jan 09 ,  กรุงเทพธุรกิจ
  • 0
ปีที่แล้วถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่ยอดส่งออกสินค้าบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ติดลบ แต่ในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ ยังคงลดลง 5-10%

ปัญหาวิกฤติการเงินในสหรัฐ ซึ่งลุกลามไปยุโรปและภูมิภาคต่างๆ  ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคต้องลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้กำลังซื้อสินค้าลดลง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลโดยตรงกับบริษัทเรือ  ทำหน้าที่ขนส่งสินค้า

นายสุวัฒน์ อัศวทองกุล ประธานสมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพ หรือ บีเอสเอเอ ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงแนวโน้มธุรกิจการขนส่งสินค้าทางเรือในปี 2552 ว่า คาดว่าจะอยู่ในภาวะ "ถดถอย" เนื่องจากกำลังซื้อจากตลาดหลักๆ ลดลง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่น เป็นผลจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เห็นได้จากปริมาณการส่งออกสินค้าบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ในเดือนต.ค. 2551 ติดลบ 4.8% ขณะที่เดือนพ.ย. 2551 ติดลบ 7.7% เมื่อเทียบกับเดือนต.ค. และเดือนพ.ย. 2550

"ปีที่แล้วถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่ยอดการส่งออกสินค้าบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ติดลบ คิดว่าปริมาณการส่งออกสินค้าบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ยังคงลดลง 5-10% " นายสุวัฒน์  กล่าว

ส่วนในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2552  ต้องรอดูสถานการณ์ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวหรือไม่ ส่วนในปี 2551 ยอดการส่งออกสินค้าบรรจุตู้คอนเทนเนอร์โดยรวมมีปริมาณ 3.3 ล้านทีอียู ขณะที่ยอดการนำเข้ามีปริมาณ 2.1 ล้านทีอียู

“วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทำให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ มีการเลิกจ้างงานเกิดขึ้น จึงต้องรัดเข็มขัด ส่งผลให้กำลังซื้อลดลง แต่ก็มีตลาดที่ไม่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ และยังมีคำสั่งซื้อตามปกติ คือตะวันออกกลางและอินเดีย" นายสุวัฒน์ กล่าว

สำหรับสินค้าที่จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก คือสินค้าในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ในหมวดอาหารน่าจะอยู่ในภาวะทรงตัว  เพราะเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นข้าว อาหารแช่แข็งหรืออาหารกระป๋อง

อัตราค่าระวางเรือปี 2551 ต้องลดค่าระวางลดลงโดยเฉลี่ย 50-60% เมื่อเทียบกับปี 2550  เป็นไปตามกลไกตลาด เพราะปริมาณสินค้าและราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง จะเห็นได้ว่าในปี 2550 อัตราค่าระวางเส้นทางยุโรป สูงกว่า 2 พันดอลลาร์ต่อตู้สินค้าขนาด 20 ฟุต ปัจจุบันเหลือไม่ถึงหนึ่งพันดอลลาร์

คาดว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2552 อัตราค่าระวางคงไม่ลดลงกว่านี้  ปัจจุบันถือว่าลดลงมากอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำสุดแล้ว  บริษัทเรือแทบจะไม่มีกำไร แต่กลับต้องแบกรับภาระการขาดทุนที่เกิดขึ้น แต่หากเศรษฐกิจฟื้นตัว มีแนวโน้มว่าอัตราค่าระวางจะเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ส่งผลให้บริษัทเรือต้องปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจ การลดความถี่ของจำนวนการให้บริการ เพื่อลดพื้นที่ระวางให้สอดคล้องกับปริมาณสินค้าที่ลดลง ซึ่งปัจจุบันบริษัทเรือจะนำเรือสินค้าจอดไว้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะสิงคโปร์มีเรือสินค้าจอดทิ้งไว้กว่า 100 ลำ

แม้ว่าจะเสียค่าบริการในการจอดเรือ แต่ถือว่าคุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับการนำเรือมาให้บริการ เพราะจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างบุคลากรประจำเรือ ค่าน้ำมัน ค่าผ่านร่องน้ำ ในขณะที่อัตราค่าระวางไม่ได้สูงมากนัก 

นอกจากนั้น บริษัทเรือที่สั่งต่อเรือสินค้าลำใหม่ไปแล้ว ต้องใช้วิธีเจรจาเพื่อชะลอการรับมอบเรือ เพื่อรอให้สถานการณ์การขนส่งสินค้ากระเตื้องขึ้น และยุติการสั่งต่อเรือลำใหม่โดยสิ้นเชิง ขณะเดียวกันบริษัทเรือต้องเพิ่มกลยุทธ์การตลาดในการเจาะกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าที่มีปริมาณการผลิตจำนวนมาก  มีการส่งออกสินค้าเป็นประจำ โดยบริษัทเรือบางรายอาจต้องใช้วิธี "ตัดราคา" เพื่อชิงลูกค้า ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันธุรกิจการขนส่งสินค้าทางเรืออยู่ในช่วง "ขาลง"

ส่วนการขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล สมาคมฯ ต้องการให้ภาครัฐช่วยดูแลด้านกฎระเบียบด้านพิธีการศุลกากร ให้มีความกระชับมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการ  การปรับลดอัตราค่าภาระและค่าบริการของท่าเรือกรุงเทพ เป็นท่าเรือที่บริหารจัดการโดยภาครัฐ แตกต่างจากท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งบริหารจัดการโดยภาคเอกชน ผู้ประกอบการสามารถเจรจาต่อรองเพื่อขอส่วนลดได้

ขณะที่ ท่าเรือกรุงเทพจะมีอัตราค่าภาระและค่าบริการตายตัว ไม่สามารถต่อรองได้ ไม่ว่าจะขนส่งสินค้ามากเพียงใดก็ตาม รวมทั้งมาตรการช่วยเหลือด้านภาษี เช่นการลดภาษีรายได้ธุรกิจ เพราะปัจจุบันบริษัทเรือทุกรายประสบปัญหาขาดทุน