นายเกริกกล้า สนธิมาศ ประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงสถานการณ์ช่วงไตรมาสแรกของธุรกิจโลจิสติกส์ไทยว่า จากตัวเลขนำเข้าและส่งออกที่ลดลงในปีนี้ส่งผลให้ภาคโลจิสติกส์ติดลบถึงเกือบ 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 คิดเป็นมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท โดยในส่วนของการส่งสินค้าที่ท่าเรือกรุงเทพ ขณะนี้ลดลงประมาณ 17% ท่าเรือแหลมฉบังลดลงประมาณ 10% จากเดิมที่เคยเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักมาตลอด ส่วนแวดวงธุรกิจทั่วโลกพบว่าที่สิงคโปร์มีเรือขนส่งสินค้ากว่า 200 ลำต้องไปจอดลอยลำอยู่เปล่าๆ ส่วนในอเมริกาก็มีการนำเครื่องบินขนส่งสินค้าหลายลำไปจอดทิ้งไว้ในทะเลทรายเพื่อลดค่าใช้จ่าย อันเป็นผลมาจากความต้องการด้านการขนส่งสินค้าทั่วโลกลดลง
สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศไทยก็เริ่มมีสายเดินเรือต่างชาติบางรายหยุดกิจการชั่วคราวไปบ้างแล้วนับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา อาทิ บริษัท นิวอีคอนไลน์ สัญชาติสิงคโปร์ และบริษัทซีเนเตอร์จากทางยุโรป ทั้งยังมีแนวโน้มว่าในเร็วๆ นี้อาจมีสายการเดินเรือสัญชาติเกาหลีบางรายหยุดการเดินเรือเช่นกัน ส่วนผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (Logistics Service Provider: LSP) ของไทย ยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะสามารถให้บริการขนส่งกลุ่มสินค้าเกษตรได้ ประกอบกับวิกฤติที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่กลับมาให้ความสนใจเป็นพันธมิตรมากขึ้นเพื่อหาสินค้าป้อนเข้าสู่ระบบขนส่งทดแทนปริมาณสินค้าที่ลดลงในช่วงนี้
อย่างไรก็ตาม ผลจากการแข่งขันที่เริ่มลดลง ลำดับต่อไปอาจทำให้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์สามารถแสวงหาราคาที่ดีได้ โดยเฉพาะช่วงรอยต่อระหว่างเศรษฐกิจฟื้นตัว ในส่วนนี้เป็นห่วงว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่จะกลับมาบีบราคาผู้ประกอบการไทยซึ่งทำธุรกิจรับช่วง เมื่อประกอบกับภาคการส่งออกที่ยังไม่ดีขึ้นมากนักก็อาจทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์ของคนไทยกระทบกระเทือนได้
ทั้งนี้ คาดว่าช่วงเวลาวิกฤติที่สุดสำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ไทยจะอยู่ประมาณไตรมาส 3 ของปีนี้ แล้วค่อยๆ ฟื้นตัวในไตรมาส 1-2/2553 ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่าในไตรมาส 3/2553 จะกลับมาสู่สภาพปกติได้ถึง 80-90% หรือไม่ โดยปัจจัยสำคัญอยู่ที่การฟื้นตัวของสถาบันการเงินทั้งทางยุโรปและสหรัฐอเมริกา ตลอดจนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยซึ่งจะเริ่มเห็นผลในครึ่งปีหลังต่อเนื่องถึงแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 รองรับปี 2553 ด้วย หากมาตรการดังกล่าวสร้างงานได้จริง ภาคเรียลเซ็กเตอร์เดินหน้าต่อไปได้ โลจิสติกส์ก็จะดีขึ้นเช่นกัน
ด้าน นายณรงค์ ทำประโยชน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซีย โลจิสติกส์ แอนด์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ผู้ให้บริการแวร์เฮาส์และขนส่งสินค้าในเขตปลอดอากรบางพลี (Bangkok Free Trade Zone) กล่าวว่า จากวิกฤติเศรษฐกิจที่ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของประเทศไทยลดลงกว่า 20% รวมถึงมีปัญหาในเรื่องการนำเข้าที่ลดลงด้วยเช่นกันเนื่องจากอุตสาหกรรมในประเทศลดการผลิตจึงไม่มีการนำเข้าวัตถุดิบ ทำให้บริการแวร์เฮาส์ของบริษัทได้รับผลกระทบด้วย จากปกติที่มีให้บริการอยู่ไม่ต่ำกว่า 70-80% บนพื้นที่ 5,000 ตารางเมตร ก็เหลือเพียง 40% เท่านั้น ส่วนแผนการลงทุนที่เคยวางไว้ว่าจะขยายพื้นที่เพิ่มอีก 5,000 ตารางเมตร และเพิ่มรถขนส่งเป็น 20 คัน รวมเงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท ก็ต้องพับไป โดยยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะพิจารณาการลงทุนอีกครั้งเมื่อใด
สำหรับแผนรับมือวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น บริษัทได้พยายามเพิ่มสัดส่วนโครงการที่เป็นสัญญาระยะสั้นมากขึ้น จากเดิมที่เป็นสัญญาระยะยาว 1 ปี เกือบ 100% แต่ปัจจุบันลดสัดส่วนลงมากเหลือเพียง 30% เท่านั้น นอกจากนี้ ยังเพิ่มบริการใหม่คือแวร์เฮาส์ห้องเย็นเจาะลูกค้ากลุ่มชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางประเภทที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิ รวมถึงมองหาตลาดใหม่ๆ เพิ่มเติม เช่น กลุ่มอาหารซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ยังมีทิศทางการเติบโตดี โดยรับอาหารแปรรูปจากโซนยุโรป หรือแอฟริกาเข้ามาเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ในเขตปลอดอากรแล้วส่งออกไปยังออสเตรเลีย เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า เป็นต้น
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.