นายชาญชัย กล่าวว่า จากการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดระหว่าง กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กับหน่วยงานต่าง ๆ ของญี่ปุ่นทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาจุดอ่อน เสริมพลัง ในจุดแข็งให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
โดยผลการดำเนินงานทุกด้านมีความรุดหน้าเป็นลำดับ โดยขอสรุปทั้ง 5 ประเด็น ดังนี้
1. ความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรม
1.1. โครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ หรือ เอ เอช อาร์ ดี พี เพื่อเป็นการพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งปีที่ผ่านมาได้ผลิตบุคลากรเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมแล้วกว่า 4,300 ราย โดยแบ่งเป็น ผู้ฝึกสอน จำนวน 256 ราย และบุคลากร จำนวน 3,984 ราย และนำมาสู่ โครงการสถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ หรือ เอ เอช อาร์ ดี ไอ พี เพื่อสนับสนุนนโยบาย ดีทรอยท์แห่งเอเชียของไทย ซึ่งตั้งเป้าให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลกที่ยั่งยืน โดยมีเป้าหมายในการฝึกอบรมระยะเวลา 10 ปี ดังนี้ 1. ด้านการผลิต จะผลิตผู้ฝึกสอน 1,000 ราย และบุคลากร 255,000 ราย 2. ด้านการทดสอบ จะผลิตผู้ฝึกสอน 200 ราย และบุคลากร 30,000 ราย 3. ด้านการวิจัยและพัฒนา จะผลิตผู้ฝึกสอน 100 ราย และบุคลากร 15,000 ราย 4. หลักสูตรการฝึกอบรม จะพัฒนาระบบหลักสูตรในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญ ผู้ฝึกสอน และวิศวกรการผลิต ตลอดจนความชำนาญการทำธุรกิจให้กับผู้บริหารชั้นสูง
1.2. โครงการพัฒนาเครื่องมือและระบบในการให้บริการ เอส เอ็ม อี ในภูมิภาค เป็นโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ ไจก้า ในการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นเพื่อมาให้คำปรึกษาแนะนำในการพัฒนาเครื่องมือและระบบในการให้บริการ เอส เอ็ม อี ในภูมิภาค โดยนำร่องที่จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ตอนบน โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการประมาณ 2 ปี ตั้งแต่ปี 2009 - 2011 ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสำรวจข้อมูลของ 2 พื้นที่ เพื่อทราบถึงความต้องการ ปัญหา อุปสรรคต่างๆ ที่มี ผลต่อการให้บริการ เอส เอ็ม อี เพื่อนำมาสร้างหรือพัฒนาเครื่องมือและระบบในการให้บริการ เอส เอ็ม อี ในรูปแบบโครงการนำร่องที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่
1.3. โครงการสร้างเสริมและพัฒนาทักษะการวินิจฉัยเฉพาะทาง โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นในการพัฒนาต่อยอดนักวินิจฉัยให้มีมุมมองในการให้คำปรึกษาแนะนำเฉพาะทางในสาขาต่างๆ ทั้งในพื้นที่ กรุงเทพฯ และภูมิภาค จำนวน 60 คน ผลการดำเนินโครงการ คาดว่าจะได้ผู้ให้บริการธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพ ไปให้บริการช่วยเหลือผู้ประกอบการ อาทิ การให้คำปรึกษาแนะนำด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การวางกลยุทธ์บริหารจัดการ และการบริหารจัดการด้านพลังงาน
1.4. โครงการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ เป็นโครงการที่ได้รับความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมพัฒนาโพ้นทะเลแห่งประเทศญี่ปุ่น (JODC) ในการส่งผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 2 ท่าน ที่มีความรู้ความสามารถและมีความชำนาญทางเทคนิคในด้านต่างๆ ไปให้คำแนะนำช่วยเหลือยกระดับและพัฒนาทรัพยากรบุคคลในบริษัทของไทยและบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายและยุทธศาสตร์สอดคล้องกับโครงการของไทย มีโรงงานอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ของไทยเข้าร่วมโครงการ จำนวน 9 โรงงาน
2. ความร่วมมือในการยกระดับเทคโนโลยีการผลิต
2.1. โครงการศึกษาและพัฒนาระบบเครื่องยนต์เชื้อเพลิงชีวภาพ สำหรับเครื่องปรับอากาศได้รับความร่วมมือจากองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม หรือ เนโดะ (NEDO) เพื่อศึกษาและทดสอบสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ใช้เอทานอลที่มีความเข้มข้นต่าง ๆ เป็นเชื้อเพลิง และการปลดปล่อยมลพิษ และศึกษาและทดสอบสมรรถนะระบบ บี เอช พี สำหรับเครื่องปรับอากาศ โดยมีผลสำเร็จกิจกรรม คือ 1. ลดการนำเข้าพลังงาน ส่งเสริมพลังงานทางเลือก และพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน 2. เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เพิ่มการจ้างงาน ลดปัญหาโลกร้อนและรักษาสิ่งแวดล้อม 3. ได้เครื่องยนต์ต้นแบบที่ใช้เอทานอลความเข้มข้นต่าง ๆ เป็นเชื้อเพลิง ไปประยุกต์ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม 4. ได้ต้นแบบระบบ บี เอช พี สำหรับเครื่องปรับอากาศ ซึ่งเป็นระบบโคเจเนอเรชั่น ไปประยุกต์ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม และนำไปสู่การขอรับความร่วมมือเพิ่มเติมในเรื่อง การศึกษาวิจัยการศึกษาพัฒนาระบบเครื่องยนต์ไบโอเอทานอล ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่เชิงพาณิชย์ได้
2.2. โครงการจัดตั้งศูนย์เครือข่ายบริการทดสอบ วิเคราะห์ วิจัย ด้านอุตสาหกรรม หรือ ที เอส เอ็น ซี ได้รับความร่วมมือจากสมาคมพัฒนาโพ้นทะเลแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ เจ โอ ดี ซี และสถาบันวิจัย โคเบลโค (Kobelco Research Institute) ใช้งบประมาณ 55 ล้านบาท ได้มีการเปิดตัวศูนย์เครือข่ายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2551 สถาบันนี้ได้มีการให้บริการแก่ภาคอุตสาหกรรมไปแล้วมากกว่า 100 ราย
2.3 โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตผ้าผืน ได้รับความร่วมมือจากสมาคมพัฒนาโพ้นทะเลแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ เจ โอ ดี ซี และสมาคมผู้นำเข้าสิ่งทอแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ เจ ที ไอ เอ (JTIA) ได้จัดส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาพัฒนาผ้าผืนให้กับผู้ประกอบการไทยโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้มอบหมายให้สถาบันสิ่งทอเป็นผู้ประสานงานการดำเนินการ
3. ความร่วมมือในการพัฒนาการใช้พลังงานเพื่ออุตสาหกรรม
3.1. โครงการต้นแบบเตาหลอมประสิทธิภาพสูงที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ได้รับความร่วมมือจากองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม หรือ เนโดะ เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาประสิทธิภาพเตาหลอมโลหะในอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า มีกำลังการผลิต 70 ตันต่อชั่วโมง และใช้ไฟฟ้า 280 กิโลวัตต์อาวร์ต่อตัน สามารถลดการใช้พลังงานลงจากเดิมได้ประมาณร้อยละ 29 และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงจากเดิมได้ประมาณร้อยละ 28 งบประมาณโครงการรวม 864 ล้านบาท ขณะนี้โครงการอยู่ในระหว่างการศึกษาความเหมาะสม
3.2. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานจากพลังงานที่เหลือทิ้งในการผลิตกระแสไฟฟ้าในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ได้รับความร่วมมือจากองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม หรือเนโดะ เพื่อเป็นต้นแบบในการใช้พลังงานความร้อนที่เหลือทิ้ง (อุณหภูมิต่ำ) ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ขณะนี้โครงการอยู่ในระหว่างการพิจารณาจากเนโดะเพื่อดำเนินการในโครงการนำร่องต่อไป
4. ความร่วมมือในการขยายช่องทางการตลาดของ เอส เอ็ม อี
องค์การเพื่อการส่งเสริมเอสเอ็มอีและนวัตกรรมภาคแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ เอส เอ็ม อาร์ เจ (SMRJ) ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงาน เอส เอ็ม อี เอ็กซ์โปร์ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้ให้พื้นที่กับผู้ประกอบการไทยที่มีผลงานนวัตกรรมเข้าร่วมแสดงในงานโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย จำนวน 6 บูธ ในเดือนพฤศจิกายนปี 2551 และในเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมาจำนวน 4 บูธ โดยในปี 2552 ที่ผ่านมานั้น มีผู้ประกอบการเข้าร่วมแสดงงาน จำนวน 16 ราย ภายในงานได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีผู้สนใจเข้ารับข้อมูลจากผู้ประกอบการภายในงานไม่ต่ำกว่า 100 ราย
5. ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อม
โครงการศึกษาวิจัยเทคโนโลยีการตรวจสารไดออกซินในประเทศไทย ได้รับความร่วมมือจากองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม หรือ เนโดะ และสถาบันวิจัย โคเบลโค เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงในการควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสร้างเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ระดับความเข้มข้นของสารไดออกซิน เพื่อใช้กำหนดมาตรการทางกฎหมายสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย งบประมาณโครงการรวม 80 ล้านเยน
นายชาญชัย ยังได้กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากโครงการความร่วมมือดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น แล้วยังได้ ลงนามความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและสำนักงานเจโทรกรุงเทพฯ เพื่อการจัดตั้งโต๊ะญี่ปุ่น (Japan Desk) โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการให้ข้อมูลและคำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ประกอบการไทยที่สนใจในการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมที่ร่วมกับประเทศญี่ปุ่น และผู้ประกอบการญี่ปุ่น ที่อยู่ในประเทศไทย รวมถึงการเป็นศูนย์กลางในการประสานและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ด้านอุตสาหกรรมระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นให้มีความแน่นแฟ้น เพื่อก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันที่ดีต่อไปในอนาคต ซึ่งจากการดำเนินการทั้งหมดนี้ เชื่อได้ว่าภาคอุตสาหกรรมไทยจะมีความก้าวหน้าและขีดความสามารถที่สูงขึ้นต่อไป
















Leave a comment :