ทั้งนี้ เหตุผลที่จับมือกับนิชิมัตสึเนื่องจากเป็นบริษัทรับเหมาจากประเทศญี่ปุ่น สามารถขอเงินกู้จากเจบิกได้ อย่างไรก็ดีขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรอีกหลายรายแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยวงเงินงานที่ต้องการ ประมาณ 10,000 ล้านบาท หรือ 1 เท่าของรายได้ในปีนี้ ส่วนรูปแบบที่จะเข้าไปเป็นการร่วมจอยส์อเวนเจอร์ ทางฝ่ายเนาวรัตน์ถือหุ้นประมาณ 15-20% ล่าสุด บริษัทได้ร่วมกับนิชิมัตสึและการไฟฟ้านครหลวง ก่อสร้างอุโมงค์บางกะปิ-ชิดลม ระยะทาง 8 กิโลเมตร มูลค่าก่อสร้างประมาณ 4,000 ล้านบาท
นายพลพัฒน์ กล่าวถึงทิศทางการเข้าประมูลงานในปีหน้าว่า จะปรับทิศทางรับงานในต่างประเทศมากขึ้น จากเดิมที่มีสัดส่วนของรายได้อยู่ประมาณ 25% เนื่องจากมีกำไรที่ดีกว่างานในประเทศประมาณ 20% เช่น ประเทศดูไบ เขมร ลาว เวียดนาม โดยปัจจุบันมีงานก่อสร้างในประเทศลาวมีจำนวนมาก และบริษัทก็อยู่ระหว่างการก่อสร้างถนนหมายเลข 3 ที่วิ่งจากเชียงของไปคุณหมิง ประเทศจีนมูลค่างาน 1,000 ล้านบาท หรืองานก่อสร้างสะพานข้ามเกาะกง มูลค่า 300 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการปาลม์จูมิร่า ล็อตที่ 36-37 ของประเทศดูไบ
โดยโครงการนี้ประกอบด้วยคอนโดมิเนียม วิลล่า และรีสอร์ท พื้นที่ประ มาณ 50,000 ตารางเมตร มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท จะแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2550 อย่างไรก็ ดีด้านงานก่อสร้างภายในประเทศขณะนี้ ไม่สามารถทำกำไรได้มาก และบางโครงการแทบจะติดลบเนื่องจากการแข่งขันตัดราคาของผู้รับเหมาด้วยกันเอง ประกอบกับปัญหาราคาวัสดุก่อสร้าง และค่าขนส่งที่พุงสูงขึ้น โดยเฉพาะกรณีราคาทองแดงที่ปรับราคาสูงขึ้นถึงเท่าตัว ทำให้ผู้รับเหมาที่ทำงานก่อสร้างอุโมงค์ต้องประสบปัญหาต้นทุนค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ส่วนงานก่อสร้างทั่วไปยังถือว่าโชคดีที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง โดยงานก่อสร้างในประเทศนั้นจะเน้นรับงานเมกกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐเป็นหลักเพราะมีความเสี่ยงน้อยกว่างานภาคเอกชน
ซึ่งขณะนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการบ้านเอื้ออาทรให้กับ AS Glory จำนวน 20,000 ยูนิต และโครงการบ้านเอื้อฯในซอยศรีวารีน้อย อีก6,000 ยูนิต บนพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ มูลค่าประมาณ 1,920 ล้านบาท มีมูลค่างานที่ดำเนินการในปัจจุบันประมาณ 8,000 ล้านบาท สามารถรับรู้เป็นรายได้ในปีหน้าประมาณ 5,000 ล้านบาท ส่วนในปีนี้คาดว่าจะรับรู้ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน บริษัทได้ร่วมกับบริษัท ชาญอิสระ ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม ภายใต้ชื่อ "ดิ อิสสระ ลาดพร้าว" ซึ่งเป็นอาคารสูง 51 ชั้น จำนวน 539 ยูนิต ราคาขายเริ่มต้น 2.2 ล้านบาท มูลค่าโครงการรวม 2,200 ล้านบาท บนพื้นที่ 5 ไร่ บนถนนลาดพร้าว 12 พัฒนาในนาม บริษัท ซี.ไอ.เอ็น. เอสเตท จำกัด ทุนจดทะเบียน 250 ล้านบาท ในสัดส่วนหุ้นชาญอิสสระ 60% และเนาวรัตน์ 40% มีกำหนดเปิดจองในปลายปีนี้
คาดว่าจะมียอดขายไม่น้อยกว่า 40-50% ภายในกลางปี 2550 และทยอยรับรู้รายได้ในปีหน้าอีก 40% ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 3 ปี
















Leave a comment :