Switch to: uk
06 February 2012 08:25AM

ลั่นต้นทุนโลจิสติกส์เหลือ15%

29 Jul 10 ,  transportnews
  • 0

“อภิสิทธิ์” โชว์วิชั่นขับเคลื่อนโลจิสติกส์ไทย 5 ปีข้างหน้า ให้ความสำคัญการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยชูระบบราง รื้อกฎระเบียบล้าหลัง ผลักดันใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ และส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการให้เข้มแข็ง เผยวางยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ลดต้นทุนโลจิสติกส์เหลือ 15% เน้นการพัฒนาควบคู่อุตสาหกรรมและการค้า และเชื่อมโยงโครงข่ายขนส่งกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ทิศทางการพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า” ในงานสัมมนาเรื่อง “ทางออกวิกฤตโลจิสติกส์ไทย” จัดโดยคณะกรรมาธิการคมนาคมวุฒิสภา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่นายกฯ ได้แสดงวิชั่นด้านโลจิสติกส์ภายหลังเข้ามาบริหารประเทศตลอดช่วง 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา

 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์ในการฟื้นฟูวิกฤติเศรษฐกิจเป็น 2 ระยะ ระยะแรกเพื่อรักษากำลังซื้อของประชาชนในประเทศเพื่อชดเชยกับปัญหาของการส่งออก และการท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโลก ระยะที่ 2 คือ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีผลสำคัญในการปรับปรุงโลจิสติกส์ของประเทศ เมื่อการดำเนินการได้ผ่านไปปีเศษๆ พบว่าเศรษฐกิจของไทยฟื้นตัวพอสมควร ถ้าประเทศไทยไม่ประสบกับปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจในปีนี้อาจจะขยายตัวได้สูงถึง 7-8% ซึ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจค่อนข้างครอบคลุมทุกสาขา

 

ขณะนี้รัฐบาลได้ตระหนักถึงภาวะการแข่งขันของกลุ่มประเทศอาเซียนหลายประเทศที่เร่งพัฒนาเศรษฐกิจมีสูงขึ้น ทำให้รัฐบาลเห็นความสำคัญในเรื่องของการสร้างขีดความสามารถด้านการแข่งขันและการลดต้นทุนโลจิสติกส์ของไทย โดยเฉพาะเรื่องการขนส่งสำคัญมากและได้ตั้งเป้าว่าการลดต้นทุนโลจิสติกส์ต้องเหลือ 15% ในไม่กี่ปีข้างหน้าก่อนที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ดังนั้น สิ่งสำคัญ คือต้องเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมขนส่งกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้มีหลายประเทศที่พร้อมจะเข้ามาลงทุนในไทย

 

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนโลจิสติกส์ของรัฐบาลก็ได้ตระหนักถึงปัญหามาตลอด โดยเฉพาะการขาดการบูรณาการระหว่างกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ซึ่งมีหลายกระทรวงรับผิดชอบ ซึ่งเรื่องนี้ก็มีคณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) ซึ่งมีตนเป็นประธานได้เข้ามาดูแล

 

“วัฒนธรรมการทำงานของระบบราชการของไทยต้องยอมรับว่าลักษณะการทำงานของคณะกรรมการฯ จะมีความล่าช้า หรือบางครั้งหน่วยงานในระดับปฏิบัติก็ยังไม่ได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับผลของการประชุม หรือการตัดสินใจในระดับของนโยบายเท่าที่ควรเนื่องจากไม่ได้มองเป็นภารกิจหลัก” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลได้วางแนวทางในการปรับปรุงประสิทธิภาพและการลดต้นทุนของโลจิสติกส์ ต้องมองในระดับภูมิภาค คือ การเชื่อมโยงไทยกับเพื่อนบ้านเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ AEC เติบโตได้อย่างแท้จริง ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้เดินหน้าผลักดันข้อตกลงต่างๆ ที่จะนำไปสู่การอำนวยความสะดวกในเรื่องของการคมนาคมสร้างเครือข่าย โดย

 

1. ปรับปรุงกฎ กติกา ขณะนี้ไทยมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งรัดกฎหมายหลายฉบับเพื่อใช้ข้อตกลงต่างๆ ในเรื่องอำนวยประโยชน์ทางการค้าให้เกิดประโยชน์

 

2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ได้คำนึงถึงความได้เปรียบที่ไทยเป็นจุดศูนย์กลางในอนุภูมิภาคนี้ นโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดนี้คือการเร่งพัฒนาการขนส่งระบบราง
ขณะนี้รถไฟไทยมีระบบรางคู่จำกัดมาก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความเร็วของรถไฟ ที่ผ่านมารัฐบาลได้อนุมัติการลงทุนรถไฟ 17,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า โดยต้องบูรณะราง หัวรถจักร ทำเส้นทางรางคู่ซึ่งเป้าหมายเมื่อดำเนินการเรื่องนี้เสร็จรถไฟต้องวิ่งได้อย่างปลอดภัยและมีความเร็วสูง 100-120 กม./ชม. นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเส้นทางรถไฟเพื่อให้เชื่อมโยงเข้าประเทศจีน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ต้องปรับปรุงโครงสร้าง ปรับปรุงองค์กรของรถไฟ โดยแยกเป็นหน่วยธุรกิจที่เข้ามาดูแล
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโลจิสติกส์ต้องควบคู่กับอุตสาหกรรมและการค้าประเด็นหนึ่งที่ได้มีการพูดถึงในขณะนี้คือเรื่องจะเชื่อมโยงทะเล 2 ฝั่ง อ่าวไทยกับอันดามันว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ต้องยอมรับความจริงว่า แนวคิดที่ใช้พื้นที่ภาคใต้ในเรื่องของอุตสาหกรรมจะมีปัญหากับแนวมวลชนตลอด คือ ชาวบ้านกลัวว่าอุตสาหกรรมที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่จะกระทบกับวิถีชีวิต อาชีพดั้งเดิม ซึ่งเรื่องแบบนี้เราได้รับบทเรียนจากมาบตาพุดมาแล้ว จึงต้องศึกษาให้ชัดเจนว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ดังนั้น ต้องประเมินว่าสิ่งที่เขาต้องการมีเพียงท่าเรือ 2 ฝั่ง ถนน รถไฟ เพื่อบริการสินค้าเกษตรเป็นหลัก รัฐก็ต้องปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ส่วนท่าเรือทวาย ประเทศพม่า จะเป็นทางออกของอันดามันอย่างชัดเจน ซึ่งความเป็นไปได้ที่อุตสาหกรรมไทยจะไปลงทุนในท่าเรือทวายมีค่อนข้างมาก

 

3. การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาสนับสนุนเรื่องการค้าและบริการ ขณะนี้กำลังมีการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะสังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เข้ามาดูแลเรื่องนี้ รัฐบาลพยายามลดต้นทุนการดำเนินการ ขั้นตอนการดำเนินธุรกิจต่างๆ ให้ทุกหน่วยงานมาบริการผู้ประกอบการจุดเดียวมากยิ่งขึ้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเวลาของผู้ประกอบการ

 

4. การส่งเสริมขีดความสามารถของภาคเอกชน ซึ่งการพัฒนาโลจิสติกส์ที่สุดแล้วเอกชนต้องสามารถบริการได้ดีต้องสร้างเครือข่ายของภาคเอกชน ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำได้ในอนาคตอันใกล้นี้ และการที่รัฐบาลรื้อฟื้นคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ขึ้นมาจะทำให้ภาคเอกชนเดินหน้าไปได้ด้วยความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น


“ผมเชื่อมั่นว่า การที่รัฐบาลได้มีการผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน โดยเน้นไปที่การพัฒนาระบบราง การแก้ไขกฎระเบียบ การเร่งรัดให้ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการส่งเสริมขีดความสามารถของภาคเอกชนให้มีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ จะช่วยให้โลจิสติกส์ของไทยมีประสิทธิภาพ สามารถลดต้นทุนตามที่ได้ตั้งเป้าไว้”

Leave a comment :