เชื่อมโยง บนพื้นฐานความมั่นคงตามแนวชายแดน และความไว้เนื้อเชื่อใจในทุกระดับ หวังยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์กระจายสินค้าในภูมิภาค รองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
กระทรวงการต่างประเทศได้ประชุมร่วมระหว่างผู้บริหารระดับสูงกับเอกอัครราชทูตไทยและกงสุลใหญ่ ประจำประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา และพม่า เพื่อวางยุทธศาสตร์เชิงรุก เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการต่างประเทศของไทยต่อประเทศเพื่อนบ้าน มุ่งเสริมสร้างความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคีและภูมิภาค ตลอดจนเตรียมความพร้อมในการก้าวไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน (เออีซี) ร่วมกัน ในปี 2558
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มอบนโยบายให้เอกอัครราชทูต และกงสุลใหญ่ไทยไปวางแผนงาน เน้นกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเป็นรูปธรรม
ใช้กลไกทวิภาคีเชื่อมเพื่อนบ้าน
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) จะมีบทบาทสำคัญในการประเมินสถานการณ์ และวางยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านให้มีความชัดเจน และเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนกับประเทศเพื่อนบ้าน
ที่ประชุมเห็นว่า ควรใช้กลไกความร่วมมือระดับทวิภาคีที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์สูงสุด เช่น การประชุมคณะกรรมการร่วม การประชุมคณะกรรมการชายแดน เป็นต้น จากเดิมที่หยุดชะงักให้ฟื้นกลับมาใหม่ แม้ว่ากระทรวงการต่างประเทศจะทำหน้าที่ประสานนำ แต่ก็ต้องการทุกหน่วยงานให้การสนับสนุน และดำเนินการร่วมกันอย่างสอดคล้อง แสดงถึงเอกภาพและทำงานเชิงรุกมากขึ้น
ปรับแผนส่งแรงงานป้อนมาเลย์
นายธนะ ดวงรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ กล่าวว่า ประเทศมาเลเซียวางเป้าไว้จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ในปี 2020 ประชาชนในประเทศมีรายได้เฉลี่ย 15,000 เหรียญต่อคนต่อปี จึงจะเห็นว่า ระยะนี้มาเลเซียมีแผนการลงทุนต่อเนื่อง โดยจัดให้ประเทศไทยเป็นคู่ค้าที่สำคัญในอันดับ 4 ของมาเลเซีย โดยเฉพาะข้อมูลการค้าไทย-มาเลเซีย ที่ระบุให้เห็นว่า การค้าตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย มีสัดส่วน 70 เปอร์เซ็นต์ของการค้าของ 2 ประเทศ
ดังนั้น เราจึงต้องปรับยุทธศาสตร์ความร่วมมือ ด้านการค้า การลงทุนใหม่ รวมถึงแผนการส่งแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานประเภทที่มาเลเซียต้องการ ไม่เฉพาะแรงงานภาคบริการเหมือนที่เคยในอดีต
วันที่ 20 ก.พ.นี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อหารือถึงความร่วมมือ และกระตุ้นให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม ว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (เจซี) ไทย-มาเลเซีย และการประชุมคณะกรรมการ ว่าด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ ร่วมสำหรับพื้นที่ชายแดน (เจดีเอส) ให้เกิดขึ้นในเร็ววันนี้
ฟื้นถกครม.ร่วมไทย-เวียดนาม
นายอนุสนธิ์ ชินวรรโณ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงฮานอย ประกาศเดินหน้ารื้อฟื้นการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมระหว่างไทย - เวียดนาม ให้เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ซึ่งล่าสุดได้จัด เมื่อปี 2547 ที่จะเป็นสัญลักษณ์ถึงความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศว่ามีความก้าวหน้า และเพื่อสร้างบรรยากาศให้กับภาคธุรกิจมีความคึกคักมากขึ้น
ที่ผ่านมา ไทยได้ใช้ประโยชน์ในเรื่องการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม ระหว่างไทย-เวียดนาม ตอนกลางและตอนเหนือ โดยผ่าน สปป.ลาว และผ่านกัมพูชา ไปทางตอนใต้ ทั้งนี้ก็เพื่อปูโครงข่ายระเบียงเศรษฐกิจในภูมิภาค ดังนั้น ปัญหาและอุปสรรคในเรื่องระเบียบการข้ามแดน และการตรวจสินค้าที่ยังติดขัด เชื่อว่า การพบปะกันระหว่างผู้บริหารประเทศจะช่วยปลดล็อคตรงนี้ได้ อีกทั้งการที่เวียดนามประกาศไว้ว่า จะบูรณาการเวียดนามในประชาคมโลกมากขึ้น ทางไทยก็จะใช้ประโยชน์จากช่องทางนี้ ในการส่งเสริมบทบาทไทยก้าวไปมีส่วนร่วมกับภูมิภาคอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น
ชี้CLMV เร่งพัฒนาศก.รับเออีซี
นายวิทวัส ศรีวิหค เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเวียงจันทน์ กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) กำลังเป็นช่วงขาขึ้น ซึ่งประเทศเหล่านี้ต้องการลดช่องว่างการพัฒนา และมุ่งมั่นพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้านการศึกษา สาธารณสุข และสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อีกทั้งยังมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะเป็นส่วนสำคัญของอาเซียน ทั้ง 4 ประเทศ จึงมีการปรับนโยบายด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับการแข่งขัน และการเตรียมความพร้อมในการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
สำหรับไทยและลาว ปี 2554ได้ฉลองความสัมพันธ์ครบรอบ 60 ปี ซึ่งที่ผ่านมาเรามีกลไกความร่วมมือที่ใกล้ชิด ในการแก้ไขปัญหาเรื่องเขตแดน การจัดระบบลงทะเบียนแรงงานต่างด้าว การปราบปรามยาเสพติด การค้ามนุษย์และปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยในระยะที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เข้าไปมีบทบาทช่วยกำหนดนโยบายให้เป็นไปตามประสงค์ของ สปป.ลาว
ถกเจบีซีเดินหน้าสานสัมพันธ์กัมพูชา
นายสมปอง สงวนบรรพ์ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ กล่าวว่า การที่ผู้นำสองประเทศ เห็นพ้องปัญหาเรื่องเขตแดนจะไม่เป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือและการพัฒนาของ 2 ประเทศ เป็นเรื่องดีที่จะเดินหน้าความสัมพันธ์และความร่วมมือทางเศรษฐกิจกันต่อไป โดยตนเห็นว่า การรื้อฟื้นกลไกการประชุมที่ 2 ประเทศเคยมีให้เกิดขึ้นมาใหม่ได้ จะเป็นโอกาสและช่องทางให้สองประเทศได้พบปะหารือถึงความร่วมมือในมิติต่างๆ ได้ โดยจะมีการจัดประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(เจบีซี) ในระหว่างวันที่ 13-14 ก.พ.นี้ ที่กรุงเทพมหานคร
การประชุมคณะกรรมาธิการร่วม ว่าดวยความร่วมมือทวิภาคี (เจซี) ไทย-กัมพูชา ในเดือนพ.ค.ที่จ.เชียงใหม่ และไทยจะจัดแสดงสินค้าไทยประจำปีในกัมพูชา ในกลางปีนี้
ชี้พม่ารอมชอมชนกลุ่มน้อยเอื้อพัฒนาศก.
นายกัลยาณะ วิภัติภูมิประเทศ อุปทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง กล่าวว่า ไทยกับพม่ามีชายแดนติดกันเป็นระยะทางยาว 2,401 กม. แม้ยังไม่สามารถตกลงปักปันเขตแดนกันได้ทั้ง 2,401 กม.ก็ตาม แต่ก็มีสัญญาณที่ดีเกิดขึ้น เนื่องจากพม่าตกลงจะจัดประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (เจซี) ไทย-พม่าและจะมีการจัดประชุมคณะกรรมาธิการด้านเทคนิคว่าด้วยเรื่องข้อพิพาทเขตแดนทางน้ำ (เจทีบี) ไทย-พม่า ซึ่งการพบปะกันระหว่างผู้บริหารระดับสูงของ 2 ประเทศที่จะมีขึ้น คงได้มีการหารือถึงปัญหาทางน้ำ ที่ส่งผลต่อสภาพภูมิประเทศของ 2 ประเทศ
อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลพม่าสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับชนกลุ่มน้อยได้นั้น ก็ช่วยส่งเสริมบรรยากาศการค้าตามแนวชายแดนของ 2 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยสามารถเดินหน้านโยบายพัฒนาการค้าตามแนวชายแดนและสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ เชื่อมโยงการค้าในภูมิภาค โดยให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในอนุภูมิภาคนี้
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.