Switch to: uk
24 May 2012 05:57AM

สินค้าประมง กับเขตการค้าเสรี (FTA)

22 Feb 08 ,  Prachachat
  • 0
เขตการค้าเสรี (FTA) คือ การจัดทำความตกลงระหว่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจะลดอุปสรรคทางการค้า และเพื่อให้เกิด "free trade" หรือการค้าเสรีระหว่างประเทศคู่สัญญา จัดเป็นรูปแบบ ขั้นพื้นฐานของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ (economic integration)

ปัจจุบันประเทศต่างๆ ได้ขยายขอบเขตของ FTA ให้ครอบคลุมความร่วมมือในด้านการลงทุน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งการลดอุปสรรคในด้านการค้าบริการ เช่น บริการท่องเที่ยว การรักษาพยาบาล การสื่อสาร การขนส่งด้วย ฯลฯ นอกจากนี้ FTA เป็นเครื่องมือทางการค้าสำคัญที่ประเทศต่างๆ ใช้เพื่อขยายโอกาสในการค้า สร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจ พร้อมๆ กับเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาให้แก่สินค้าของตน

เนื่องจากสินค้าที่ผลิตใน FTA จะถูกเก็บภาษีขาเข้าในอัตราที่ต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่สมาชิก FTA จึงทำให้สินค้าที่ผลิตภายในกลุ่มได้เปรียบในด้านราคากว่าสินค้าจากประเทศนอกกลุ่ม ทั้งนี้ ประเทศคู่สัญญา FTA สามารถเจรจากันได้ว่าแต่ละประเทศจะลดภาษีให้แก่กันในสินค้าใดบ้าง จะลดอย่างไร และจะใช้ระยะเวลายาวนานเท่าไรในการลด

"สินค้าประมง" ถือเป็นอีก 1 สินค้าที่ได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรี โดยไทยสามารถส่งออกสินค้าประมงได้เพิ่มขึ้นหลังจากความตกลง FTA ไทย-ออสเตรเลีย มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2548 โดยในปี 2549 มีมูลค่าการ ส่งออก 9,489.91 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับปี 2547 ไทยน่าจะผลักดันการส่งออกปลาน้ำจืดของไทยไปยังตลาดออสเตรเลียได้มากขึ้นในอนาคต สำหรับสินค้าประมงที่ไทยนำเข้าจากออสเตรเลียส่วนใหญ่เพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับโรงงานแปรรูป ได้แก่ กุ้ง ทูน่า และหมึกสด แช่เย็นแช่แข็ง นอกจากนี้ ไทยและออสเตรเลียยังได้ตกลงให้มีความร่วมมือด้านต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเรื่องมาตรการด้านสุขอนามัยพืชและสัตว์ที่เข้มงวดของออสเตรเลีย

เขตการค้าเสรีไทย-นิวซีแลนด์ พบว่า มูลค่าการค้าสินค้าประมงระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ ในปี 2548 รวม 1,795 ล้านบาท ไทยส่งออกสินค้าประมงไปยังนิวซีแลนด์คิดเป็นมูลค่า 1,271.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2547 ร้อยละ 23.77 และมีมูลค่าการนำเข้า 523.69 ล้านบาท โดยไทยเกินดุลการค้ากับนิวซีแลนด์ 747.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2547 ร้อยละ 10.53

เขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย ในปี 2548 ไทยกับอินเดียมีมูลค่าการค้า 973.24 ล้านบาท ไทยส่งออกสินค้าประมงไปยังอินเดีย 33.52 ล้านบาท และนำเข้า 939.72 ล้านบาท ทำให้ไทยขาดดุลการค้าสินค้าประมงกับอินเดีย 906.19 ล้านบาท เนื่องจากมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นจากปี 2547 คิดเป็นร้อยละ 28.15 ในขณะที่การส่งออกลดลง สินค้าที่นำเข้าหลัก ได้แก่ กุ้ง หมึก ทูน่า และปลาสด แช่เย็นแช่แข็ง คิดเป็นร้อยละ 89.48 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าประมงทั้งหมดจากอินเดีย เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบให้กับโรงงานแปรรูปอาหารของไทย ส่วนการส่งออกสินค้าประมงของไทยไปอินเดียพบว่า ลดลงร้อยละ 78.89 เนื่องจากอินเดียนำเข้าสินค้าประมงอื่นๆ ลดลงมาก

เขตการค้าเสรีไทย-จีน ในปี 2548 มูลค่าการค้าสินค้าประมงระหว่างไทยกับจีนรวม 5,018.23 ล้านบาท ไทยส่งออกสินค้าประมงไปจีน 2,439.09 ล้านบาท และนำเข้า 2,579.16 ล้านบาท ทำให้จีนเกินดุลการค้าสินค้าประมงกับไทย 140.09 ล้านบาท โดยไทยนำเข้าปลาทูน่าสด แช่เย็นแช่แข็ง และสินค้าประมงอื่นๆ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในโรงงานแปรรูปอาหาร คิดเป็นร้อยละ 48.59 และ 31.59 ของมูลค่านำเข้าจากจีน ตามลำดับ

ในด้านการส่งออกพบว่า ส่วนใหญ่ไทยส่งออกสินค้าประมงสด แช่เย็นแช่แข็งไปจีน เนื่องจากประชากรของจีนนิยมบริโภคอาหารสดมากกว่าอาหารแปรรูป โดยเฉพาะสินค้าปลาคิดเป็นร้อยละ 44.00 ของมูลค่าการส่งออกจากไทยไปจีน

เขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น ความตกลง JTEPA เป็นปัจจัยสนับสนุนการค้าและการลงทุน-ไทยญี่ปุ่น เพราะนอกจากจะเพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าไปยังญี่ปุ่นเนื่องจากสินค้ามีราคาต่ำลง รวมถึงต้นทุนการผลิตสินค้าที่ลดลง เพราะวัตถุดิบที่นำเข้าจากญี่ปุ่นมีราคาต่ำลง ตามพันธกรณีภายใต้ JTEPA แล้ว ไทยยังมีโอกาสจากการเปิดตลาดภาคบริการของญี่ปุ่น โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ รวมถึงบุคลากรไทยที่จะมีโอกาสเข้ามาทำงานในญี่ปุ่นได้ง่ายขึ้น ตลอดจนโอกาสการพัฒนาบุคลากรมาตรฐานสินค้า และช่องทางการตลาดจากความร่วมมือทางด้านการค้า

อย่างไรก็ตาม ก่อนเปิดเสรี เกษตรกรภาคเอกชน และภาครัฐ ควรมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการนำเข้าและส่งออก โดย ภาครัฐควรจะปรับปรุงระบบและลดขั้นตอนการให้บริการของภาครัฐ เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆ ส่งเสริมการขยายตลาดการค้าและการลงทุนของไทยในต่างประเทศ ปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สร้างแรงงานฝีมือ พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้เข้มแข็ง เร่งสร้างมาตรฐานสินค้า

สนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยเทคโนโลยีของคนไทย รวมทั้งสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการประมงใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับประเทศไทยให้มากขึ้น ปรับปรุงกลไกประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน จัดเตรียมมาตรการปรับตัวสำหรับสินค้าที่ไม่สามารถแข่งขันได้ จัดหาแหล่งเงินทุนช่วยเหลือเพื่อสนับสนุน พัฒนาการ แปรรูปสินค้าให้มีความหลากหลายและมีมูลค่าเพิ่ม

ส่วนการเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจเร่งสร้างมูลค่า (value creation) ให้กับสินค้าและบริการ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน (competitiveness) ยกระดับสินค้าของไทยสู่สากล (internalization) เร่งพัฒนาบุคลากรในด้านภาษา เทคโนโลยี เพื่อให้ก้าวทันการค้าโลก พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนไทยกับภาคเอกชนของประเทศที่ร่วมทำเขตการค้าเสรี ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างภาคธุรกิจในประเทศคู่ค้า

การเตรียมความพร้อมของเกษตรกร ปรับปรุงคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มผลผลิตและปรับปรุงคุณภาพ ปรับใช้การบริหารจัดการที่เป็นระบบ โปร่งใสและตรวจสอบได้ ขยายตลาดเชิงรุก เร่งพัฒนาบุคลากรในด้านภาษา เทคโนโลยี เพื่อให้ก้าวทันการค้าโลก ส่งเสริมความสัมพันธ์ local to local linkage

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.