"ดิ อีโคโนมิสต์" หยิบยกกรณีการก่อสร้าง เทอร์มินอลแห่งใหม่ในสนามบินปักกิ่งที่ถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกมาเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลจีนที่สามารถเนรมิตโครงการขนาดใหญ่ยักษ์ให้แล้วเสร็จภายในเวลาเพียงแค่ 4 ปี
ทั้งนี้ เทอร์มินอลแห่งนี้เป็นเทอร์มินอลแห่งที่ 3 ที่มีความยาว 3 กิโลเมตร มีพื้นที่รวมกันมากกว่าเทอร์มินอลในสนามบินฮีโทรว์ของอังกฤษรวมกันทั้งหมดถึง 17% ออกแบบให้มีลักษณะคล้ายมังกรโดยใช้โทนสีแดง-ทอง ซึ่งทางการจีนต้องการให้เทอร์มินอลแห่งใหม่นี้สร้างความประทับใจให้แก่ ผู้เดินทางมาชมกีฬาโอลิมปิกที่จะมีขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้
ไม่เพียงแต่จีนจะใช้เทอร์มินอลใหม่ดึงดูดความสนใจของชาวต่างชาติ แต่ยังต้องการขยายความสามารถในการรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2545 สนามบินแห่งนี้มีผู้โดยสารมาใช้มากที่สุดติดอันดับ 26 ของโลก แต่ในปัจจุบันกลายเป็นสนามบินที่คับคั่งมากที่สุดเป็นอันดับ 9
น่าสนใจว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของจีน และการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าด้วยกัน ส่งผลให้จีนต้องเร่งขยายสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยใช้การใช้จ่ายในเรื่องระบบคมนาคมขนส่ง ซึ่งในระหว่างปี 2544-2548 จีนทุ่มเงินมหาศาลไปกับการก่อสร้างถนนหนทาง ทางรถไฟ และสินทรัพย์ถาวรที่จำเป็น ซึ่งอาจถือว่ามากที่สุดในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา
และมีแนวโน้มว่า การลงทุนในส่วนนี้เพิ่มขึ้นในระดับเลข 2 หลักเป็นประจำทุกปีตลอดช่วงทศวรรษที่เหลือ โดยประเมินกันว่า ในระหว่าง ปี 2549-2553 รัฐบาลจีนจะใช้จ่ายงบประมาณเพื่อก่อสร้างทางรถไฟถึง 200 พันล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาราว 4 เท่า
ส่วนสะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลกก็กำลังจะเปิดใช้ในเดือนมิถุนายนนี้ โดยสะพานแห่งนี้ยาว 36 กิโลเมตร เป็นไฮเวย์ 6 เลนที่สร้างข้ามอ่าวหางโจว ซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางระหว่างท่าเรือที่คับคั่งที่สุด 2 แห่งของจีน "หนิงโป-เซี่ยงไฮ้" ให้เหลือเพียง 2 ชั่วโมง ลดลงจากเดิมครึ่งหนึ่ง รวมทั้งกำลังก่อสร้างท่าเรือ หยางชานที่จะกลายเป็นท่าเรือน้ำลึกที่ใหญ่ที่สุด ในโลกเมื่อแล้วเสร็จในปี 2553
เช่นเดียวกับการเดินทางจากปักกิ่งไปยัง เทียนจินที่มีระยะทางถึง 115 กิโลเมตรก็จะใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่ง หลังจากเปิดใช้รถไฟ หัวกระสุนความเร็วสูงในเดือนสิงหาคม ซึ่งถือเป็นระบบรถรางเชื่อมระหว่างเมืองที่รวดเร็วที่สุดของจีนในขณะนี้
นอกจากนี้ จีนยังเริ่มก่อสร้างระบบรางที่มีความยาว 1,300 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมระหว่าง กรุงปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จในอีก 5 ปีข้างหน้า ก็จะช่วยลดเวลาในการเดินทางระหว่าง 2 เมืองใหญ่ จากเดิมที่ใช้เวลา 10 ชั่วโมง ให้เหลือเพียง 5 ชั่วโมง และเป็นทางเลือกเพิ่มเติมจากการโดยสารเครื่องบิน โดยโครงการนี้ใช้เงินทั้งหมดราว 30 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นโครงการที่ใช้เงินมากที่สุดในประวัติศาสตร์การก่อสร้างรถไฟระบบรางของจีนเลยทีเดียว
นับเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของจีน เพราะเมื่อ 15 ปีก่อน การเชื่อมต่อระหว่างเมืองในจีนค่อนข้างมีปัญหามาก ทั้งใช้เวลานาน คนแย่งกันใช้บริการรถไฟ ขณะที่การเดินทางด้วยรถยนต์และรถโดยสารก็อันตราย เนื่องจากถนนหนทางคับแคบ แต่พอเข้าสู่ทศวรรษ 1990 จีนถือเป็นประเทศที่มีการก่อสร้างเครือข่ายทางด่วนข้ามมณฑลมากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐเพียงประเทศเดียวที่ก่อสร้างไฮเวย์รวมระยะทางมากที่สุด
ปัจจุบันการก่อสร้างไฮเวย์ในจีนจะเริ่มชะลอลง แต่รัฐบาลจีนก็ตั้งเป้าที่จะมีทางด่วนรวมระยะทาง 70,000 กิโลเมตรให้ได้ภายในปี 2563 ซึ่งกระทรวงคมนาคมของจีนภาคภูมิใจว่า จีนสามารถสร้างทางด่วนระยะทางขนาดนี้ได้ภายในเวลา 17 ปี ขณะที่ชาติตะวันตกต้องใช้เวลาถึง 40 ปี
แม้เครือข่ายทางด่วนที่โยงใยทั่วประเทศ ดังกล่าวช่วยแบ่งเบาการขนส่งด้วยระบบรถไฟที่บรรทุกหนักเกินพิกัดอยู่ในปัจจุบัน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เท่ากับส่งเสริมการใช้รถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น
นอกเหนือจากทางด่วนที่ได้รับความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ แล้ว ผู้นำของจีนยังได้เปิดตัวโครงการที่เรียกว่า "new socialist countryside" ซึ่งเป็นความพยายามที่จะบรรเทาความไม่พอใจของคนในชนบทเกี่ยวกับช่องว่างระหว่างคนเมืองและชนบทที่นับวันจะขยายขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเรื่อง รายได้และบริการสาธารณะ ซึ่งโครงการนี้รวมถึงแผนก่อสร้างถนนในชนบทรวมระยะทาง 300,000 กิโลเมตรในระหว่างปี 2549-2563 หรือเพิ่มขึ้นจากเดิมราว 50%
ส่วนทางรถไฟเชื่อมระหว่างตอนเหนือและ ตอนใต้ของจีนก็ยังไม่เพียงพอ แต่ภาพนี้เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว เพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจีน ทุ่มลงทุนด้านนี้อย่างหนัก เฉพาะในปีนี้ตั้งเป้าลงทุนที่ 42 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับ 72 พันล้านดอลลาร์ที่ใช้ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ถึงขนาดที่ธนาคารโลกระบุว่า จีนมีการขยายศักยภาพในการก่อสร้างทางรถไฟโดดเด่นที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในช่วงศตวรรษที่ 19 โดยจีนมีรางรถไฟยาว 78,000 กิโลเมตร เมื่อนับถึงสิ้นปีนี้ ขณะที่ตั้งเป้าไว้ที่ 100,000 กิโลเมตรภายในปี 2563
"หวง มิน" หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำกระทรวงรถไฟ มองว่า การขยายเส้นทางรถไฟ จะช่วยลดต้นทุนค่าโลจิสติกส์ของจีนลงได้มาก ซึ่งปัจจุบันต้นทุนเรื่องนี้ของจีนอยู่ที่ 18% ของจีดีพี เทียบกับสหรัฐที่อยู่ที่ 10%
ขณะที่สาธารณูปโภคเกี่ยวกับสนามบินก็พัฒนาอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยสามารถรองรับผู้โดยสารได้ราว 185 ล้านรายในปี 2550 จาก 7 ล้านรายในปี 2528 และเพื่อรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจีนประกาศเมื่อเดือนที่แล้วว่าจะก่อสร้างสนามบินเพิ่มอีก 97 แห่งภายในปี 2563 จากที่มีอยู่ 142 แห่งในปี 2549
พร้อมๆ กันก็จะเพิ่มศักยภาพในด้านท่าเรือ ซึ่งทางการจีนประเมินว่าน่าจะเพิ่มการขนส่ง ตู้คอนเทนเนอร์ได้ราว 85% ในระหว่าง ปี 2553-2563
อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างระบบคมนาคมที่รวดเร็วดังเสกมนต์ของจีนก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่ได้เปิดให้สาธารณะเข้ามามีส่วนร่วม และไม่มีการศึกษาผลกระทบเกี่ยวกับมลพิษ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนแสดงความไม่พอใจโครงการของรัฐ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
















Leave a comment :