โดยกฎระเบียบ ดังกล่าวจะครอบคลุมในงานเกือบทุกประเภท ยกเว้นในบางอุตสาหกรรม ที่ยังไม่สามารถใช้สารอื่นทดแทนได้ เช่น ในอุตสาหกรรมการแพทย์ น้ำมันไฮดรอลิกในอากาศยาน และในโฟมดับเพลิง เป็นต้น
ดังนั้นในขณะที่ตลาดสหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกใหญ่อันดับสองของไทย ซึ่งเมื่อปี 2550 ไทยส่งออกสินค้าไปสหภาพยุโรปมูลค่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ รองจากการส่งออกในตลาดอาเซียน ซึ่งมีมูลค่า 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์ และนำตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีมูลค่าการส่งออก 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์
ผู้ผลิตสินค้าจากไทยเข้าไปยังสหภาพยุโรปจึงจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาด ประเทศคู่ค้า
นายประดิษฐ์ ยงศ์พันธ์ชัย ผู้จัดการธุรกิจการวิเคราะห์ทดสอบทางห้องปฏิบัติการและสินค้าอุปโภคบริโภค บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า พีฟอสมีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อวงการอุตสาหกรรมต่างๆ เนื่องจากมีคุณสมบัติ ไม่ติดน้ำ ไม่ติดไขมัน ไม่จับฝุ่น ใช้ลดแรงตึงผิว และสามารถทนต่อสารเคมีในอุณหภูมิสูง
แต่ในขณะเดียวกัน พีฟอสก็มีโทษมหันต์ เนื่องจากเป็นสารคงทน สะสม ในสิ่งมีชีวิตและเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูก ด้วยนม เป็นอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์ และเป็นสารก่อมะเร็ง
"มีรายงานตรวจพบว่า มีพีฟอสอยู่ใน สิ่งมีชีวิตทั่วโลก และด้วยคุณสมบัติที่อยู่ได้นานในสภาวะแวดล้อมทั่วไปของสารตัวนี้ จึงทำให้พีฟอสซึ่งไม่สะสมในไขมัน แต่ไปยึดติดกับโปรตีนแทนได้ เป็นอันตรายต่อ สิ่งมีชีวิตที่ได้รับสารนี้เกินกว่าปกติ"
ดังนั้นด้วยการแข่งขันทางเทคโนโลยีอุตสาหกรรม กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมยานยนต์ และเครื่องหนัง สิ่งทอ ที่ต้องการเป็นผู้ผลิตชั้นนำของตลาดและหันมาให้ความสนใจกับการพัฒนาสินค้าห่วงใยสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยกับผู้บริโภคเพิ่มขึ้น สหภาพยุโรปจึงออกมาตรการเพื่อกำหนดการห้ามนำเข้าสารพีฟอสในผลิตภัณฑ์ต่างๆ
พรพณา ลิรัฐพงศ์ ผู้จัดการแผนกฮาร์ดไลน์เทสติ้ง บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สหภาพยุโรปประกาศจำกัดปริมาณการนำเข้าสารพีฟอสในผลิตภัณฑ์ 3 ประเภท คือ 1)ในรูปของสารประกอบห้ามนำเข้าเกิน 50 พีพีเอ็ม (หรือมิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) 2)ในรูปของ ชิ้นส่วนหรือผลิตภัณฑ์ ห้ามเกิน 1,000 พีพีเอ็ม และ 3)ในวัสดุที่มีการเคลือบด้วย พีฟอส ห้ามเกิน 1 ไมโครกรัม/ตารางเมตร
ปัจจุบันพีฟอสถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น การผลิต เอวีเอ โฟม สายพานรถยนต์ พลาสติกครอบในรถยนต์
ขณะที่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องหนังสิ่งทอก็มีการใช้สารตัวนี้ด้วย ดังนั้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ในอุตสาหกรรมเหล่านี้จึงต้องตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงในตลาด เพราะหากสินค้าที่ส่งเข้าไปจำหน่ายในสหภาพยุโรปถูกตรวจพบว่ามีสารพีฟอสเกินกว่าปริมาณที่กำหนด สินค้าชุดนั้นย่อมถูกส่งคืนผู้ผลิตและถูกระงับการนำเข้า
เช่นเดียวกับในกรณีของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งในเร็วๆ นี้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอให้มีการปรับปรุงและพัฒนากฎระเบียบว่าด้วยการติดฉลากอาหารของสหภาพยุโรปต่อสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป
นายบาซิล มาธิโอดากิส หัวหน้าหน่วยงานด้านกฎหมายอาหารและโภชนาการของคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวในระหว่างเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในอาเซียนกับกลุ่มธุรกิจด้านการผลิตอาหาร ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 มีนาคมที่ผ่านมา ที่กรุงเทพฯว่า คณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอให้มีการยกระดับกฎระเบียบฉลากผลิตภัณฑ์อาหารของอียู ซึ่งใช้กับ ประเทศสมาชิกทั้ง 27 แห่ง และกับประเทศผู้นำเข้าสินค้าอาหารในสหภาพยุโรป
ข้อกำหนดดังกล่าวจะระบุให้มีการแสดงข้อมูลทางด้านโภชนาการของอาหารเกือบทุกประเภท ซึ่งเป็นกฎระเบียบของการแสดงข้อมูลอาหารที่สหภาพยุโรปมีอยู่แล้ว
แต่ในข้อกำหนดใหม่ที่จะเสนอสภายุโรปและน่าจะมีผลบังคับใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า จะกำหนดให้มีการติดฉลากแสดงข้อมูล สารอาหารจำพวกให้พลังงาน ไขมันทั้ง ไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัว คาร์โบไฮเดรตที่มาจากน้ำตาล และเกลือที่มีปริมาณการใช้เกิน 100 มิลลิลิตร/กรัม ให้เห็นเด่นชัดเจนด้านหน้าผลิตภัณฑ์ พร้อมกับกำหนดขนาดตัวอักษรขั้นต่ำตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งในขณะนี้คือห้ามเล็กกว่า 8 ปอยต์
อีกทั้งยังกำหนดให้ระบุสัดส่วนปริมาณสารอาหารจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวควบคู่กับการแสดงสัดส่วนปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้ผู้บริโภคควรจะได้รับประทาน ทั้งหมดในแต่ละวันด้วย และในอาหารที่มีส่วนประกอบที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เช่น ถั่วลิสง นม มัสตาร์ด หรือปลา ต้องติดฉลากหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับการแพ้ที่ชัดเจน เพื่อให้ ผู้บริโภคที่มีความอ่อนไหวกับผลิตภัณฑ์ ดังกล่าวได้รับทราบด้วย
ทั้งนี้ สำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่มีการใช้สารพีฟอสควรส่งตัวอย่างสินค้าเข้าตรวจสอบหาปริมาณสารก่อนส่งมอบสินค้า ซึ่งมีเวลาสำหรับการเตรียมตัวอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขณะที่ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอาหารยังพอมีเวลาสำหรับการปรับตัวและออกแบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบการติดฉลากใหม่ของสหภาพยุโรป
นายซัลวาทอเร่ มากาซซู หัวหน้าดูแลโครงการการฝึกอบรมด้านอาหาร กรรมาธิการยุโรป ยังยืนยันว่า กฎระเบียบเหล่านี้ไม่ได้เป็นการกีดกันทางการค้า แต่เกิดขึ้นเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ส่วนผู้ผลิตจะมีเวลาสำหรับการปรับตัวอย่างน้อย 2 ปีสำหรับการปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่
















Leave a comment :