มาตรา 190 เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ที่ต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วม โปร่งใสสำหรับการทำหนังสือสัญญาและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ โดยครอบคลุมถึงการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีผลกระทบกับสังคมเศรษฐกิจของประเทศ
ก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ดังกล่าวจะเริ่มขึ้น ตัวแทนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเสรีทางการค้าได้ให้ความคิดเห็นต่างๆ ดังนี้
สภาหอฯ ห่วงขาดการมีส่วนร่วม
นายวีรชัย วงศ์บุญสิน รองประธาน คณะกรรมการกฎระเบียบและการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ถ้าถามว่าแก้มาตรานี้จะดีหรือไม่ เราต้องรู้ก่อนว่าเขาต้องการจะแก้อะไร ถ้าแก้แล้วดีขึ้น ลดปัญหา อุปสรรคหรือแก้ปัญหาทางเทคนิค ก็น่าจะดีขึ้น แต่ถ้าแก้แล้วไปเปลี่ยนหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็ไม่น่าจะดี หากต้องแก้ ก็อยากให้แก้แล้วดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่นในวรรค 2 และวรรค 3 ซึ่งมีเรื่องของหนังสือสัญญาประเภทต่างๆ ที่มีกระบวนการที่ต่างกัน โดยเรื่องเหล่านี้เป็นปัญหาทางเทคนิคด้านกฎหมาย ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่จะต้องแก้ในรัฐธรรมนูญ แต่สามารถเขียน พ.ร.บ.จำกัดวงได้ว่า จะให้หนังสือสัญญาประเภทใด มีการปฏิบัติอย่างไร
"มาตรา 190 เน้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนในประเทศ การทำการค้าเสรีหรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศต่างๆ จะเกิดประโยชน์สูงสุดในทางปฏิบัติได้ ประชาชนต้องมีส่วนร่วม แต่ในตอนนี้กฎหมายลูกซึ่งร่างโดยเอ็นจีโอในเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการกลับขาดตัวแทนจากภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งเรื่องนี้ผิดกับหลักการการมีส่วนร่วมตามที่กล่าวถึงกัน"
สภาอุตฯ ต้องการมาตรฐานแฟร์ เกม
นายนิลสุวรรณ ลีลารัศมี รองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยระบุว่า โดยส่วนตัวเห็นว่า ต้องทำให้เป็นมาตรฐานให้แฟร์ทั้งสองฝ่าย ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ประโยชน์ อย่าไปตั้งแง่จนคนทำงานไม่สะดวก มาตรานี้เป็นระเบียบสำหรับประเทศไทย ทุกคนต้องได้ประโยชน์ แต่ในร่างกฎหมายลูกที่เห็นอยู่ตอนนี้ยังไม่น่าพอใจ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้วิธีปฏิบัติเป็นมาตราฐานสากล ถ้าทุกคนเขียนด้วยหลักการเดียวกันจะออกมาเหมือนกัน แต่เพราะความคิดและจิตใจของแต่ละคน เอาแต่เล่นงานกัน วิธีเขียนจึงเป็นการลงโทษอีกฝั่งหนึ่งมากกว่า
"ความจริงแล้ว ในฝ่ายผู้ประกอบการเราไม่ได้กังวลกับเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 190 เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับเรา แต่มันเกี่ยวกับรัฐบาลกับประชาชน อีกทั้งมาตรานี้ ถ้าทำให้เกิดกติกาที่ธรรมทั้งสองฝ่าย จะไม่ทำให้เกิดความล่าช้าของการเจรจาแต่อย่างใดเลย"
กรมเจรจาฯ รับงานบีบรัดแต่ไม่เสียหาย
นางสาวชุติมา บุณยประภัศร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในฐานะผู้ปฏิบัติการทั้งในฝ่ายข้าราชการกรมเจรจาฯ และหน่วยงานราชการอื่นๆ มาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจทำให้เกิดความติดขัดในการเจรจาบ้าง แต่เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หากเป็นเรื่องที่เราต้องทำ แม้ประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ยกเว้น ฟิลิปปินส์จะไม่มีกระบวนการอย่างนี้
"กล่าวได้ว่า มาตรา 190 ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงกับการเจรจา แต่มีความบีบรัดมากขึ้น และคู่เจรจาของเราเช่นกรณี การเจรจาในกรอบอาเซียน-สหภาพยุโรป ก็เข้าใจในกระบวนการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรานี้ดี"
ม.190 ทำ "คลัง" ทำงานยาก
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ขณะนี้มีปัญหาการดำเนินงานด้านการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงการคลัง ซึ่งจำเป็นต้องทำสัญญากู้เงินจากต่างประเทศ เพื่อใช้ในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐบาล (เมกะโปรเจ็กต์) ซึ่งตามมาตรา 190 ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ได้กำหนดให้ ต้องนำหนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันกับด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีนัยสำคัญเข้าสู่การพิจารณารับรองของรัฐสภา
แต่ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า หรือการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นกฎหมายลูกตามมาตรา 190 ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 นั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ยกร่างขึ้นมาตั้งแต่ ต.ค. 2550 แต่จนถึงขณะนี้ยังพิจารณาไม่เสร็จสิ้น
อีกทั้งขณะนี้กระบวนการดำเนินการจัดทำหนังสือสัญญาทำได้ยาก เพราะต้องอาศัยความเห็นชอบจากฝ่ายบริหารในการตัดสินใจลงนาม และเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่จัดทำหนังสือสัญญาฉบับนั้นๆ ที่จะต้องพิจารณาเองว่าจำเป็นต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาหรือไม่ ซึ่งหากมีปัญหาในเรื่องความเหมาะสมในการลงนามสัญญาระหว่างประเทศในช่วงนี้ ก็จะต้องมีการ ถ่วงดุลอำนาจกันระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ โดยการนำเข้าสู่กระบวนการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะยังไม่มีกฎหมายลูก
"ตอนนี้ไม่มีความชัดเจนในประเด็นกระบวนการการให้ความเห็นของรัฐสภา เพราะเจตนาของการยกร่างต้องการ จะให้ดูแลความตกลงจัดทำเขตการค้าเสรีทั้งหมด ไม่ว่าจะใช้ชื่อสัญญาว่าอะไรทั้งเอฟทีเอ หรือแม้แต่อีพีเอ เพื่อหวังจะให้เกิดการพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะมีการตกลง รวมถึงหวังให้มีการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่ขณะนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่กล้าตีความ เพราะมีผลอย่างกว้างขวาง และทาง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็ยังไม่กำหนดแนวทางกระบวนการจัดทำ หนังสือสัญญาไว้"
แฉฝ่ายการเมืองต้องการถอนทุนคืน
นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตน์ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 190 เป็นปัญหาของฝ่ายการเมือง ที่อยากใช้ประโยชน์จากการเจรจาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายการเมือง
"ฝ่ายการเมืองกลัวว่ามาตรานี้จะทำให้ต้องเปิดเผยผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการเจรจาการเปิดเสรีทางการค้า ดังนั้นการแก้ไขในวันนี้จึงเกิดจากความต้องการจะปกปิดผลประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ในกรอบการเจรจา อย่างที่เคยเป็นมา เช่นในกรณีเอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย ซึ่งเปิดเสรีอุตสาหกรรมโคนมในประเทศเพื่อแลกกับการเข้าไปทำธุรกิจโทรคมนาคมในออสเตรเลีย เป็นต้น"
ทั้งนี้ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว โดยระบุว่า ม.190 เกิดขึ้นจากปัญหาที่สะสมอย่างยาวนานจากการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่แสดงอย่างชัดเจนถึงความไม่เป็นประชาธิปไตยและขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนและฝ่ายนิติบัญญัติ
อีกทั้งยังเสนอว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ควรผูกขาดแค่ในรัฐสภาเพียงองค์กรเดียว เนื่องจากฝ่ายการเมืองเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง ดังนั้นกระบวนการแก้ไขและปรับปรุงรัฐธรรมนูญต้องมีกระบวนการที่ชัดเจน เช่น ให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญที่จะต้องประกอบด้วยตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ทั้งนักวิชาการ กลุ่มประชาชนอย่างกว้างขวาง
โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญนี้ต้องจัดให้มีการศึกษาอย่างรอบคอบและจัดรับฟังความคิดเห็นประชาชนให้ทั่วถึงทั้งประเทศ เพื่อนำความเห็นเหล่านั้นมาประกอบเนื้อหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้รัฐสภามีมติต่อไป
"หากรัฐสภามีความเห็นต่างในสาระสำคัญกับร่างของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ก็จำเป็นต้องส่งกลับมาให้คณะกรรมาธิการพิจารณาใหม่ หรือหากมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการปรับเปลี่ยนในสาระสำคัญจะต้องจัดให้มีการลงประชามติรายประเด็น"
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.