จี้การรถไฟฯ เร่งเดินหน้าแผนพัฒนามักกะสันคอมเพล็กซ์ ค่า 2 แสนล้าน และโครงการก่อสร้างทางคู่ทั่วประเทศ กว่า 2,000 กม. ค่า 3 แสนล้าน เปิดทางให้เอกชนรายเดียวผูกขาดสัมปทานได้ 60 ปี เล็งประมูลทั้ง 2 โปรเจ็กต์-ภายในปี 51 นี้ ฟุ้งต่างชาติสนใจเพียบ
นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายในปีนี้จะเร่งรัดให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ดำเนินแผนพัฒนาโครงการขนาดใหญ่อีก 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการมักกะสันคอมเพล็กซ์ และ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ รวมมูลค่าการลงทุนประมาณ 500,000 ล้านบาท โดยจะมอบนโยบายการดำเนินงานผ่าน นายสมศักดิ์ บุญทอง รองอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) ให้ไปดำเนินการในรายละเอียดต่อ
สำหรับแนวทางการดำเนินโครงการมักกะสันคอมเพล็กซ์นั้น จะเป็นการเปิดโอกาสให้เอกชน หรือนักลงทุนเข้ามาเสนอตัวเป็นผู้รับสัมปทานในการพัฒนาที่ดินย่านมักกะสัน ขนาดพื้นที่ประมาณ 300-400 ไร่ วงเงินลงทุนประมาณ 200,000 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าเมื่อทำแล้วจะสามารถล้างหนี้สะสมของการรถไฟฯ ที่มีอยู่กว่า 40,000 ล้านบาทให้หมดภายใน 1 ปีได้ โดยขณะนี้มีแบบและแผนดำเนินการเบื้องต้นอยู่แล้ว เหลือเพียงรอเสนอขอความเห็นชอบจากบอร์ด ซึ่งคาดว่าภายใน 2 เดือนข้างหน้านี้จะออกประกาศเชิญชวนเอกชนที่สนใจเข้ามาลงทุนได้แน่นอน
ทั้งนี้ จะเปิดให้สิทธิเอกชนเพียงรายเดียวเป็นผู้รับสัมปทานในการพัฒนาพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งสามารถที่จะหาพันธมิตรมาร่วมลงทุนได้ และผู้รับสัมปทานจะพัฒนาตามแบบแผนแม่บทที่การรถไฟฯ ทำไว้ หรือจะปรับปรุงรูปแบบขึ้นใหม่ก็ได้ โดยที่เอกชนรายนั้นจะได้ต้องเป็นผู้ออกเงินลงทุนเอง เพื่อแลกกับรับสิทธิการบริหารโครงการรวม 60 ปี และจะต้องมีเงื่อนไขผลตอบแทนที่ดีเสนอให้การรถไฟฯ ด้วย
โดยจะแบ่งสัมปทานออกเป็น 2 ระยะ ระยะแรก 30 ปี ซึ่งเมื่อครบกำหนดแล้ว อาคารและสิ่งปลูกสร้างจะต้องตกเป็นสิทธิของการรถไฟฯ ขณะที่ผู้รับสัมปทานรายเดิมสามารถที่จะได้สิทธิในการเจรจาต่อสัญญาสัมปทานระยะที่ 2 อีก 30 ปีได้ก่อนรายอื่น แต่หากไม่สามารถตกลงในเรื่องของข้อเสนอผลตอบแทนกันได้ การรถไฟฯ ก็สามารถที่จะเปิดประมูลหารายใหม่เข้ามารับสัมปทานแทนได้ ซึ่งในขณะนี้มีเอกชนและกองทุนการเงินในต่างประเทศหลายรายให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนพัฒนาที่ดินย่านมักกะสันหลายรายแล้ว อาทิ กลุ่มประเทศอาหรับ ฮ่องกง และสิงคโปร์
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีนโยบายจะให้การรถไฟฯ ดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ ระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร วงเงินลงทุนประมาณ 3 แสนล้านบาท ด้วย โดยจะเปิดให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานดำเนินการเพียงรายเดียวเช่นเดียวกัน โดยการลงทุนจะไม่ใช้เงินงบประมาณของรัฐบาล แต่จะให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน โดยจะต้องทำตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด คือจะต้องทำทางคู่ ที่มีขนาดรางกว้าง 1.435 เมตร (Standard Guage) พร้อมทั้งจะต้องก่อสร้างทางข้ามหรืออุโมงค์ลอดบริเวณที่เป็นจุดตัดของทางรถไฟทั่วประเทศที่มีอยู่กว่า 2 พันจุด ให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี ซึ่งเอกชนจะได้รับสิทธิสัมปทานในการบริหารโครงการ การเดินรถ รวมถึงการพัฒนาพื้นที่สถานีบางจุดเป็นเวลา 30 บวก 30 ปี
นายสันติ กล่าวอีกว่า จะเสนอแผนนี้ต่อคณะกรรมการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางราง และระบบขนส่งมวลชน ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อพิจารณาภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ ทั้งนี้เชื่อมั่นว่ามีนักลงทุนที่มีความพร้อมจากทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 100 รายสามารถเข้าร่วมเสนอตัว และขณะนี้มีนักลงทุนที่แสดงความสนใจแล้ว ได้แก่จีน ดูไบ ตะวันออกกลาง อังกฤษ ฝรั่งเศสและรัสเซีย โดยเฉพาะจีนซึ่งมีทักษะในการพัฒนาระบบราง ได้เร็วที่สุด และยังเป็นผู้นำของประเทศในภูมิภาคเอเชียแต่ก็ต้องแข่งขันกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อมและข้อเสนอ ว่าใครจะเสนอเงื่อนไขและผลตอบแทนที่ดีที่สุดให้แก่การรถไฟฯ
สำหรับแนวเส้นทางนั้น จะยึดตามแนวสายทางรถไฟทางเดี่ยวที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งสายเหนือสามารถเชื่อมต่อไปยังประเทศจีนที่เมืองคุนหมิงและสิบสองปันนา สายใต้จะดำเนินไปสิ้นสุดที่หัวหิน ส่วนที่ต่อจากนั้นจะเป็นโครงการต่อไป สายตะวันออกเฉียงเหนือจะเชื่อมจากหนองคายไปยังประเทศลาวและขึ้นไปจีนได้ ส่วนสายตะวันตก จากบ้านภาชี จ.พระนครศรีอยุธยาต่อไปยังสุพรรณบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี ออกไปยังอ่าวไทย
"ภายในปีนี้จะเห็นความชัดเจนของโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ และการพัฒนาที่ดินในโครงการมักกะสัน คอมเพล็กซ์ ซึ่งเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยล้างหนี้ให้กับ ร.ฟ.ท.ที่มีอยู่กว่า 40,000 ล้านบาทได้หมดภายในปีเดียว และหลังจากนี้จะเห็นการรถไฟฯในโฉมใหม่ " นายสันติกล่าว
อนึ่ง แผนการพัฒนามักกะสันคอมเพล็กซ์ ของนายสันติ พร้อมพัฒน์ นั้น สอดคล้องกับแนวคิดของนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่มีแนวคิดเปิดกว้างให้เอกชนมาแข่งขันเสนอเงื่อนไขในการลงทุนพัฒนา โดยจะมอบสิทธิให้เอกชนรายเดียวที่เสนอเงื่อนไขดีที่สุด
โดยในขณะนั้น การรถไฟฯ ได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา จัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาพื้นที่ย่านมักกะสันไว้ด้วย ซึ่งพื้นที่บริเวณมักกะสัน มีขนาด 650 ไร่ ถือเป็นที่ดินที่มีศักยภาพ เพราะอยู่ใจกลางเมือง ใกล้แหล่งธุรกิจที่สำคัญ อาทิ ประตูน้ำ ราชประสงค์ สุขุมวิท เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความพร้อมในส่วนของระบบ คมนาคมขนส่ง ทั้งทางด่วนขั้นที่ 1 และ 2 ถนนสายหลักต่างๆ เช่น ถนนจตุรทิศ ราชปรารภ เพชรบุรี รัชดาภิเษก สามารถเดินทางเข้าออกได้สะดวกหลายทาง ทั้งยังเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีทีเอสที่สถานีพญาไท และรถไฟฟ้าใต้ดินที่สถานีเพชรบุรี
กำหนดตัวเลือกในการพัฒนาไว้ 2 ทางเลือกจากรายงานผลการศึกษาในเบื้องต้น กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาได้วางแนวทางในการพัฒนาที่ดินย่านมักกะสันไว้ 2 แนวทาง สำหรับแนวทางที่ 1 จะมีพื้นที่ในการพัฒนาประมาณ 2,200,000 ตารางเมตร คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนจำนวน 202,000 ล้านบาท จะประกอบไปด้วย พื้นที่สำหรับก่อสร้างเป็นห้างสรรพสินค้า ที่พักอาศัย โรงแรม อาคารสำนักงาน อาคารร้านค้า ศูนย์ออกกำลังกาย ศูนย์อาหาร และ โรงพยาบาล
สำหรับแนวทางที่ 2 จะใช้พื้นที่ในการพัฒนารวม 1,030,000 ตารางเมตร คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 82,000 ล้านบาท ประกอบด้วย พื้นที่สำหรับห้างสรรพสินค้า ที่พักอาศัย โรงแรม อาคารสำนักงาน ศูนย์ออกกำลังกาย ศูนย์แสดงสินค้า และ โรงพยาบาล
นอกจากนี้ ที่ปรึกษายังได้ทำการแบ่งพื้นที่ในการพัฒนาออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ พื้นที่ส่วนเอ จัดให้เป็นพื้นที่ส่วนธุรกิจการค้า ซึ่งจะอยู่ติดกับสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง มีเนื้อที่ประมาณ 104 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่ศูนย์การค้า ที่จอดรถ พื้นที่ร้านค้าปลอดภาษีและที่พักอาศัย พื้นที่โรงแรม
ส่วนพื้นที่ส่วนบี จะเป็นพื้นที่ส่วนธุรกิจการค้าและศูนย์ประชุม อยู่ติดกับสถานีราชปรารภ มีเนื้อที่ 123 ไร่ สำหรับพื้นที่ส่วนซี จะเป็นพื้นที่ส่วนธุรกิจสำนักงาน อยู่ติดกับบึงมักกะสัน เนื้อที่รวม 143 ไร่ และพื้นที่ส่วนดี จะเป็นพื้นที่ของส่วนศูนย์แสดงสินค้า อยู่ติดกับถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เนื้อที่รวม 125 ไร่
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.