ย่างเข้าวันที่ 4 แล้ว ที่กลุ่มเรือประมงพื้นบ้าน จ.สงขลา ปิดอ่าวสงขลา ล่าสุดทางสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลาพร้อมด้วยผู้ประกอบการที่มีสินค้าตกค้างอยู่ที่ท่าเรือน้ำลึกสงขลา ได้เดินทางไปที่ท่าเรือน้ำลึกสงขลา เพื่อประเมินสถานการณ์การปิดอ่าวว่าจะยืดเยื้อนานแค่ไหน
"หากการปิดอ่าวยืดเยื้อ เราคงต้องนำสินค้าออกจากท่าเรือนำลึกสงขลา เพื่อส่งออกทางท่าเรือกรุงเทพฯแทน ซึ่งจะต้องเสียค่าขนส่งตู้ละประมาณ 20,000 บาท ทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น แต่เราไม่มีทางเลือก เพราะตอนนี้การแก้ปัญหาในระดับจังหวัดแก้ไม่ได้แล้ว ต้องให้ส่วนกลางลงมาแก้"
แหล่งข่าวจากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา กล่าวว่า การปิดอ่าวครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ดูเหมือนนี้ทางเจ้าหน้าที่ในจังหวัดเกียร์ว่างหมด ไม่มีใครออกมาจัดการได้ จึงอยากฝากไปถึงรัฐบาลให้ลงมาจัดการเรื่องนี้ด่วน หากปล่อยให้ยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกและนำเข้าสินค้าอย่างมหาศาล
"สินค้าที่เราส่งออกผ่านท่าเรือน้ำลึกสงขลา ยางพารา อาการกระป๋อง และอาหารแช่แข็ง โดยเฉพาะอาหารกระป๋องนั้นเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับกระทบมาก เนื่องจากไม่เฉพาะการส่งออกเท่านั้น แต่ท่าเรือน้ำลึกสงขลายังเป็นท่าเรือสำหรับการนำเข้าปลาทูน่ามาเป็นวัตถุดิบในการผลิต หากไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบก็จะกระทบการผลิต"
แหล่งข่าวยังกล่าวอีกว่า การปิดอ่าวของเรือประมงเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และเป็นกระทำที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมาต่อระบบเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาอย่างมาก
นายวัฒนชัย เรืองเลิศปัญญากุล รองผู้อำนวยการ บริษัทเจ้าพระยาท่าเรือสากลจำกัด ผู้บริหารท่าเรือน้ำลึกสงขลา กล่าวว่า จำนวนตู้สินค้าที่ตกค้างอยู่ ณ ท่าเรือ ปัจจุบัน มีประมาณ 1,400 ตู้ เฉลี่ยราคาสินค้าในแต่ละตู้ประมาณ 1 ล้านบาท ความเสียหายก็ประมาณ 1,400 ล้านบาท
"มีเรือสินค้าที่เดินทางมาเพื่อรับตู้สินค้าจำนวน 3 ลำ แต่เข้าไปรับตู้สินค้าไม่ได้ และวันนี้ (30 เม.ย.53) จะเดินทางเข้ามาอีก 2 ลำ ก็ยังไม่สามารถเข้ามารับสินค้าที่ท่าเรือ ยังไม่รวมสินค้าที่ไม่ได้ส่งทางตู้คอนเทนเนอร์อีกจำนวนหนึ่ง"
นายวัฒนชัย กล่าวและว่า ล่าสุดทางผู้ประกอบการหลายรายสอบถามเข้ามาว่าการปิดอ่าวสงขลาจะยืดเยื้อนานแค่ไหน หากไม่สามารถให้คำตอบได้ ก็จะมีการขนสินค้าออกจากท่าเรือ เพื่อส่งสินค้าผ่านท่าเรือกรุงเทพฯ เนื่องจากเกรงว่าลูกค้าจะไม่ได้รับสินค้าตามที่มีการตกลงกันไว้
ในขณะที่แหล่งข่าวจากคลังน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จ.สงขลา ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.สิงหนคร จ.สงขลา ให้ข้อมูลว่า แก๊สแอลพีจีหมดตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา ส่วนน้ำมันหมดวันนี้ (30 เม.ย.) ฉะนั้นนับจากนี้ไปลูกค้าที่ต้องการมาซื้อน้ำมัน และแก๊สแอลพีจีจากคลังน้ำมันที่สงขลา จะต้องเดินทางไปรับจากคลังน้ำมันที่จ.สุราษฎร์ธานี ระยะทางจากสงขลาประมาณ 300 กว่ากิโลเมตร ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้ต้นทุนการขนส่งของลูกค้าเพิ่มขึ้น
"ตอนนี้ก็ยังไม่มีสัญญาณว่ากลุ่มผู้ประท้วงจะยอมเปิดอ่าวเมื่อไหร่ซึ่งก็คงเป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบที่ต้องเข้ามาแก้ปัญหา เราคงไม่สามารถเข้าไปทำอะไรได้" แหล่งข่าวจากคลังน้ำมันบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ระบุ
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.