นายสหชัย งามไพโรจน์พิบูลย์ นายด่านศุลการกันตัง อ.กันตัง จ.ตรัง กล่าวถึงปริมาณสินค้าที่มีการส่งออกผ่านท่าเรือกันตัง ตั้งแต่เดือนม.ค.-ส.ค.2550 ว่า ที่ผ่านมามีมูลค่าการส่งออกประมาณ 8,000 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าการส่งออกในปี 2549 ทั้งปี ที่มีมูลค่าประมาณ 10,500 ล้านบาท นับยังมีตัวเลขที่ใกล้เคียงกันมาก จึงมั่นใจว่าระยะเวลาที่เหลืออีกประมาณ 4 เดือนก่อนสิ้นปีมูลค่าการส่งออกสินค้าผ่านท่าเรือกันตัง จะมีมูลค่าสูงกว่าปีที่ผ่านมา
"ถ้าดูจากตัวเลขการส่งออกสินค้าตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา พบว่ามูลค่าเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยปี 2547 มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 4,700 ล้านบาท ปี 2548 ประมาณ 7,700 ล้านบาท แต่ขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้าพบว่ายังมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นการส่งออกเกือบทั้งหมด"
นายสหชัย กล่าวว่า สำหรับปัจจัยที่เกื้อหนุนที่ทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าผ่านท่าเรือกันตังเพิ่มขึ้น มาจากปัญหาความแออัดของการส่งออกสินค้าผ่านทางบกด้านด่านจังหวัดสงขลา ที่จะส่งออกไปยังท่าเรือปีนัง ของประเทศมาเลเซีย ที่ต้องเสียเวลารอนำสินค้าขึ้นเรือ อีกทั้งยังทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่หากนำสินค้าผ่านท่าเรือกันตัง จะเสียเวลาน้อยกว่า ประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากสินค้าที่ส่งผ่านท่าเรือกันตัง จะถูกเรือบัสนำขึ้นเรือแม่ที่ปีนังได้ทันที
"จากปริมาณการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ทำให้เมื่อเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ทางจังหวัดได้อนุมัติงบซีอีโอวงเงิน 8 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารศุลกากรแห่งใหม่ ซึ่งคาดว่าในอีก 2-3 เดือนจะแล้วเสร็จ นอกจากนี้ยังได้ของบเพิ่มอีก 7-8 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงสถานที่รอบอาคาร และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้รองรับกับปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้น" นายสหชัย กล่าว
สำหรับสินค้าที่มีการส่งผ่านท่าเรือกันตัง ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้ายางพารา ที่มาจากพื้นที่ 4 จังหวัด อาทิเช่น สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ และ จ.ตรัง ซึ่งปัจจุบัน การคมนาคมสะดวก เนื่องจากมีถนน 4 ช่องจราจร ทำให้ไม่ต้องเสียเวลา ในขณะที่หากนำสินค้าไปส่งผ่านด่านศุลกากรสะเดา จะเป็นการเพิ่มต้นทุน อีกทั้งที่มีปัญหาแออัดและมีปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ตกค้างด้วย
นายสหชัย กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ตามยุทธศาสตร์ของจังหวัดตรัง กำหนดให้ท่าเรือกันตัง เป็นท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์รองรับการส่งออกสินค้าในจังหวัดใกล้เคียง ตั้งแต่สุราษฎร์ธานีลงมา และจะผลักดันให้เป็นท่าเรือส่งออกสินค้า ในพื้นที่โครงการความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจสามฝ่าย (สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ) ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย
"ล่าสุดทราบว่าการรถไฟฯ กำลังศึกษาการขยายรางรถไฟจากสถานีเมืองตรัง มาถึงท่าเรือกันตัง ระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร เพื่อนำตู้คอนเทนเนอร์ส่งผ่านท่าเรือกันตัง รวมถึงการจัดตั้ง ไอซีดี ขึ้นที่ท่าเรืออีกด้วย คาดว่าจะทำให้ท่าเรือกันตังมีความคึกคักมากขึ้น อีกทั้งจังหวัดตรังยังมีโครงการตั้งนิคมอุตสาหกรรม ขึ้นมาเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต ฉะนั้นในอนาคตท่าเรือกันตัง จะมีความสำคัญ และเป็นท่าเรือส่งออกสินค้าสำคัญอีกแห่งหนึ่ง" นายสหชัย กล่าว
ด้าน นายทวี จันทรสกุล อุตสาหกรรมจังหวัดตรัง กล่าวว่า ขณะนี้กำลังศึกษาความเหมาะสมการตั้งเขตอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง ที่ ต.ทุ่งค่าย อ.ย่านตาขาว ซึ่งอยู่ห่างจากท่าเรือกันตัง ประมาณ 30 กิโลเมตร โดยใช้งบซีอีโอ ปี 2549 หลังจากที่จังหวัดมียุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรม ควบคู่กับการท่องเที่ยว เนื่องจากไม่ต้องการพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
"ขั้นตอนขณะนี้เจ้าหน้าที่ที่ดิน อำเภอ และ อบจ.กำลังสำรวจแนวเขต และรังวัดที่ดินทั้งหมด จากจำนวนที่ระบุไว้ว่ามีทั้งหมด 1,648 ไร่ แต่บางส่วนมีชาวบ้านเข้าไปบุกรุกสร้างผลอาสินขึ้นมา ทำให้ต้องมีการตรวจสอบกันใหม่ ทั้งนี้ หลังจากรางวัดแล้วเสร็จ ก็เป็นหน้าที่ของ อบจ.ตรัง ในฐานะผู้ลงทุนในโครงการนี้ ว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะในการศึกษารายละเอียดโครงการมีการระบุการพัฒนาต่างๆ ออกเป็น 3 เฟส คือ 1.ปรับพื้นที่ 2.พัฒนาสาธารณูปโภค และ 3.การก่อสร้างที่พักคนงาน รองรับโรงงานที่เข้าไปอยู่ต่อไป" นายทวี กล่าว
สำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัดด้านอุตสาหกรรม เป็นการรองรับอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้วัตถุดิบในพื้นที่ เช่น ไม้ยาง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน และเชื่อมโยงกับการพัฒนาท่าเรือกันตัง เพื่อให้เป็นท่าเรือขนส่งสินค้าซึ่งคาดว่าเขตอุตสาหกรรมตรังจะเกิดเป็นรูปธรรมก็ต้องใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี
















Leave a comment :