อีกทั้งยังมีนโยบายผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบัง เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำในภูมิภาค และตั้งเป้าหมายให้ท่าเรือแหลมฉบังติดอันดับท่าเรือที่ทันสมัย 1 ใน 10 ของโลก จากปัจจุบันที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ 22 ขณะที่อันดับ 1 ได้แก่ ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ ของจีน และอันดับ 2 ท่าเรือของสิงคโปร์

สำหรับแนวทางในการพัฒนา “ท่าเรือกรุงเทพ” นั้น ในเบื้องต้นอาจปรับให้เป็นท่าเรือที่ใช้สำหรับขนส่งภายในประเทศหรือท่าเรือแม่น้ำ เพราะในอนาคต เรือขนส่งสินค้าจะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น จึงจำเป็นต้องมีท่าเรือน้ำลึกไว้รองรับ ซึ่งกทท.จะต้องไปจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ชัดเจนในการพัฒนาพื้นของ กทท. ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบัน กทท.ก็มีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลเรื่องการพัฒนาพื้นที่ เชิงพาณิชย์อยู่แล้ว
อย่างไรก็ดี ในอนาคตไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า เมื่อ “ท่าเรือปากบารา และท่าเรือทวาย” เปิดให้บริการ รวมทั้งมีระบบรถไฟทางคู่ ซึ่งจะสามารถเชื่อมโยงการเดินทางมายังท่าเรือแหลมฉบังแล้วเสร็จ ท่าเรือแหลมฉบังจะเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำที่มีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มศักยภาพด้านลอจิสติกส์ ซึ่งจะทำให้มี ผู้ใช้บริการมากขึ้น โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าไปยุโรปแอฟริกาและตะวันออก กลางจะได้รับความสะดวกมากขึ้นเพราะไม่ต้องเดินทางอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา แต่จะมีรถไฟเชื่อมท่าเรือปากบารากับท่าเรือสงขลา ซึ่งจะประหยัดค่าขนส่งและระยะเวลาได้มากขึ้น
ทั้งนี้ หากท่าเรือปากบาราผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมและสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ คาดว่า จะเสนอข้อมูลทั้งหมดให้ที่ประชุมครม. พิจารณาได้ เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถประหยัดต้นทุนการส่งออกสินค้าของประเทศได้ปีละกว่า 1,000 ล้านบาท
สำหรับท่าเรือปากบารา จะใช้ในการขนส่งสินค้าที่เป็นอุตสาหกรรมเบา อาทิ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสินค้าเกษตร สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ ขณะที่ท่าเรือทวายต้องก่อสร้างเพื่อรองรับสินค้าอุตสาหกรรมหนัก อาทิ เหล็กชิ้นส่วนยานยนต์ ปิโตรเคมี ฯลฯ
แน่นอนว่า ช่วงเวลาที่ท่าเรือน้ำลึกปากบารายังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และต้องรอไปอีก 10 ปีข้างหน้าถึงจะแล้วเสร็จ บทบาทการขนส่งสินค้าทั้งหมดก็จะมากระจุกอยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งปัจจุบันสามารถรองรับตู้สินค้าได้ปีละ 10.8 ล้านทีอียู ผู้บริหาร กทท.จึงมีความเชื่อว่า ท่าเรือแหลมฉบังจะเต็มขีดความสามารถในปี 2558
อย่างไรก็ตาม กทท.มีแผนจะดำเนินการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ขึ้น “เฉลิมชัย มีคุณเอี่ยม” ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) บอกว่า หลังการลงนามสัญญาจ้างกลุ่มบริษัททีม คอลซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด เพื่อศึกษาความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ วิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และออกแบบรายละเอียด สำหรับการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 วงเงิน 140 ล้านบาท โดยจะศึกษาแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ม.ค.2555 นี้ และใช้เวลา ก่อสร้างท่าเรืออีกประมาณ 3 ปี ตั้งเป้าเปิดให้บริการภายในปี 2562
โดยการขยายการลงทุนท่าเรือดังกล่าวจะใช้เงิน 10,000-20,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพการแข่งขันด้านการขนส่งทางทะเล ทำให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นประตูการค้าของประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงข้อมูลทาง การค้า และเป็นการขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของประเทศ
“ร.อ.สุทธินันท์ หัตถวงศ์” รองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง การท่าเรือ แห่งประเทศไทย (กทท.) บอกถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ว่า โครงการดังกล่าวอาจล่าช้า กว่าแผนงานที่กำหนดประมาณ 6-8 เดือน จากเดิมจะสรุปผลศึกษาและเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สผ.) พิจารณาและเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติได้ภายในปี 2555 เพราะการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะติดปัญหาประชาชน ในพื้นที่ ส่งผลให้ต้องต่อสัญญาจ้างบริษัทที่ปรึกษา คือ บริษัท ทีม คอลซัลติ้งฯ ถึงกลางเดือนกันยายน 2555 จากเดิมครบสัญญาวันที่ 30 มกราคมนี้ โดยไม่ต้องเพิ่มวงเงินค่าจ้าง
“ความล่าช้าที่เกิดขึ้นจะส่งผลให้ท่าเรือแหลมฉบังเกิดปัญหาความแออัดจึงมีแนวคิดจะแยกงานบางส่วนในโครงการออกมาประมูลและดำเนินการก่อสร้างก่อน เช่น การขยายถนน สะพาน ทางเชื่อม และอุโมงค์แก้จุดตัดกับทางรถไฟ เป็นต้น”
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.