นายหลักชัย กิตติพล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมยางพาราไทย กล่าวในงานเสวนา "ความสำเร็จจากการจัดการ Logistics/SCM ในอุตสาหกรรมยางพารา จากกรณีศึกษาที่นำมาใช้ปฏิบัติจริง" ที่สำนักงานใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ราษฎร์บูรณะ เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ปัญหาโลจิสติกส์ที่เกิดขึ้นบ่อยในการส่งออกยางพาราของไทย คือ เมื่อระวางเรือบรรทุกสินค้าเต็ม บริษัทเรือจะตัดสินค้าประเภทยางพาราออกไปก่อน เพราะมี น้ำหนักมาก
นอกจากนี้ค่าระวางเรือจากท่าเรือสงขลาไปจีนสูงกว่าจากปีนัง ประเทศมาเลเซีย ไปจีนถึงเท่าตัว โดยตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต จากสงขลาไปจีน 400 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ตู้ขนาดเดียวกันจากปีนังไปจีนแค่ 200 เหรียญสหรัฐ ทั้งนี้มาจากสาเหตุมีตู้สินค้าจากจีนเข้าไทยที่สงขลาน้อย จึงหาตู้ส่งออกได้ยากกว่าจากปีนังไปจีน และต้องหารถไฟบรรทุกสินค้าเข้าปีนัง มาเลเซียด้วย หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ด่วน เพราะยางพาราเป็นสินค้าเกษตรที่ส่งออกอันดับหนึ่ง มีมูลค่าถึงปีละ 2.5 แสนล้านบาท
อีกปัญหาหนึ่ง คือ ราคายางที่ผ่านมามีความผันผวนสูงมาก ช่วงที่ซื้อขายกับผู้นำเข้าของจีนลูกค้ารายใหญ่ของไทย ยางมีราคาสูง แต่เมื่อถึงเวลาส่งมอบยางลดราคาลงมามาก ผู้นำเข้าจีนจะขอลดราคาทันที กำไรที่ผู้ส่งออกไทยควรจะได้ 100% ก็เหลือแค่ 20% มิเช่นนั้นจะไม่รับมอบสินค้าที่ส่งถึงท่าเรือจีน
หากจะพัฒนาความสามารถของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยางพาราของไทยให้ยั่งยืน อยากจะให้ธนาคารกสิกรไทยช่วยศึกษาเรื่องการประกันความเสี่ยงด้านการเงินในการซื้อขายสินค้า หรือ hedging ซึ่งจะช่วยเหลือลูกค้าได้หลาย อุตสาหกรรม ส่วนกิจกรรมที่สมาคมยางพาราไทยทำในขณะนี้ คือ การรวมกลุ่มของผู้ส่งออกขนาดกลางและเล็ก 40-50 บริษัท ส่งยางพาราไป ต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้มีอำนาจต่อรองค่าระวางเรือได้ต่ำกว่าเดิมจากปริมาณสินค้าที่มากขึ้น โดยสมาคมกำลังสำรวจและรวบรวมว่าสมาชิกแต่ละรายส่งสินค้าไปประเทศใด ส่งไปกี่ตู้คอนเทนเนอร์ ค่าระวางเรือมีอัตราเท่าใด
"เรื่องนี้ยอมรับว่าค่อนข้างล่าช้ากว่าปกติ เพราะสมาชิกสมาคมบางรายกลัวความลับของบริษัทรั่วไหล ซึ่งสมาคมอาจต้องปรับแผน อาจขอข้อมูลเป็นรายประเทศผู้รับซื้อยางแทน น่าจะทำให้กิจกรรมนี้บรรลุวัตถุประสงค์ได้" นายหลักชัยกล่าว
นายไพศาล วราห์บัณฑูรย์วิทย์ ผู้จัดการโรงงานบริษัท ด๊อกเตอร์ บู จำกัด ผู้ผลิตถุงมือยาง กล่าวถึงปัญหาโลจิสติกส์ในส่วนกิจกรรมซื้อขายถุงมือยางกับต่างประเทศว่า ราคายางขึ้นลงรายวันทำให้ต้นทุนยางที่ผลิตขึ้นลงตลอดเวลา ในขณะที่ถุงมือยางกำหนดราคาขายตายตัว ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการค้าขาย ผู้บริหารบริษัทจึงเจรจากับคู่ค้าว่า ต่อไปออร์เดอร์ที่ซื้อขายล่วงหน้า 3-6 เดือน และอัตราแลกเปลี่ยนต้องร่วมกันกำหนดเป็นมาตรฐานขึ้นมา
โดยต้องตกลงกันว่าจะใช้ราคากลางยางหรือน้ำยางในตลาดล่วงหน้าประเทศใด ขึ้น-ลงย้อนหลังกี่เดือนมาเฉลี่ยหาราคากลาง จะได้ไม่ต้องมาต่อรองราคากันทุกงวด ช่วงแรกคู่ค้าไม่ยอมรับเพราะไม่คุ้นเคย แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งก็สามารถตกลงกันได้ มิเช่นนั้นหากผู้ขายขาดทุนก็ไม่มีสินค้าส่ง ส่วนผู้ซื้อก็จะไม่ได้สินค้า ทำให้การค้าขายราบรื่น
ส่วนกลุ่มคู่ค้าในประเทศ ทางบริษัทได้พัฒนาปรับปรุงระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชนตลอดเวลา ล่าสุดจะเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลเส้นทาง การขนส่ง การร่วมกันขนส่งสินค้าเพื่อลดต้นทุนกับผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานหรือซัพพลายเชนมากขึ้น รวมทั้งการใช้ไอทีมาสนับสนุนการบริการมากยิ่งขึ้น
ทางด้านนายสยาม ประสิทธิศิริกุล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์สินเชื่อบรรษัท สายงานบรรษัทธุรกิจ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า นอกจากทางธนาคารจะสนับสนุนสินเชื่อให้ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (small and medium enterprises : SMEs) แล้ว ธนาคารกำลังดำเนินการรวมกลุ่ม SMEs ในแต่ละซัพพลายเชนมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน โดยมีธนาคารเป็นตัวกลางเข้าไปช่วยด้านโลจิสติกส์ เช่น ให้ลูกค้ามาจองซื้อ-ขายสินค้าผ่านระบบเว็บไซต์ของธนาคาร การช่วยลดระยะเวลาการส่งมอบสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้า ช่วยหาเส้นทางว่าจะส่งสินค้าผ่านเส้นทางใดจึงจะได้ค่าขนส่งต่ำ การเตรียม L/C การรับเงิน การเก็บเงินที่จะรับความเสี่ยงแทนลูกค้า รวมทั้งการให้เงินลูกค้าไปจ่ายค่าสินค้าหรือวัตถุดิบก่อนโดยคิดดอกเบี้ยพิเศษ ทั้งหมดธนาคารกำลังพัฒนาต่อจากโครงการซัพพลายเชน ไฟแนนซิ่ง
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.