นายอธิษฐ์ พุ่มเข็ม ประธานชมรมผู้ประกอบการท่าเรือและคลังสินค้า อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยาเปิดเผยกับ “TRANSPORT” ว่า ชมรมผู้ประกอบการท่าเรือและคลังสินค้า อ.นครหลวง เป็นการรวมตัวของผู้ประกอบการท่าเรือ ใน จ.พระนครศรีอยุธยา กว่า 30 ท่าเรือ โดยมีประเภทธุรกิจที่ขนถ่ายหลากหลายที่แตกต่างกัน เช่น ถ่านหิน ปุ๋ย ปูนซีเมนต์ พืชผลทางการเกษตร ฯลฯ กลุ่มสมาชิกที่มีอยู่จะแบ่งตามพื้นที่ปกครอง แบ่งแต่ละประเภทว่าทำธุรกิจอะไร
ชมรมได้มีการก่อตั้งมา 3 ปี การที่ก่อตั้งชมรมเพื่อต้องการเน้นการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพราะสินค้าแต่ละประเภทที่ขนก็มีปัญหาแตกต่างกัน เช่น เรื่องฝุ่นละออง เสียง ซึ่งความเดือดร้อนมีวิธีการแก้ไขที่ต่างกัน ซึ่งการดูแลได้มีการพัฒนาในส่วนของผู้ประกอบการให้ติดตั้งเครื่องมือ กระบวนการในการควบคุมคุณภาพ ท่าเรือที่ อ.นครหลวง ถือว่าเป็นจุดกลางของท่าเรือแม่น้ำ ที่สามารถขนส่งสินค้าไปได้ทุกภาค และในอนาคตกรมเจ้าท่า จะมีการสร้างท่าเรือแม่น้ำที่ ต.ศาลาลอย ซึ่งเป็นท่าเรือขนส่งในการประหยัดพลังงาน ซึ่งการสร้างท่าเรือดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ทั้งนี้ อยากให้มีการปรับปรุงเรื่องร่องน้ำด้วย เพราะจะทำให้สะดวกในการขนถ่ายสินค้าเนื่องจากขนาดของเรือจะเปลี่ยนตามปริมาณสินค้า
จากการเก็บสถิติของกรมเจ้าท่าพบว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นปีที่เปลี่ยนแปลงเริ่มมีการใช้เส้นทางทางน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยากับป่าสักมากขึ้น ซึ่งในอนาคตแม่น้ำป่าสัก มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน และอยุธยา ก็จะเป็นจุดกระจายสินค้าได้เป็นอย่างดี การที่รัฐจะขับเคลื่อนโลจิสติกส์ทางน้ำต้องปรับปรุงร่องน้ำให้เรือแล่นได้สะดวก เช่น ในขณะนี้ร่องน้ำในแม่น้ำป่าสัก จะมีความลึกเฉลี่ย 80 เมตร ขณะที่เรือก็มีขนาดเปลี่ยนไป ถ้ารัฐสามารถขุดลอกร่องน้ำให้เดินเรือได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดี
“ขณะนี้มีผู้ประกอบการสนใจที่จะมาสร้างท่าเรือที่นี่เพิ่มขึ้น เช่น ผู้ประกอบการถ่านหิน ที่จะมาสร้างเพิ่มอีก 2 ท่าเรือ ซึ่งเขาก็ทำตามกระบวนการ ท้ายที่สุดชาวบ้านก็ยอมรับ คือเราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบท่าเรือมาบตาพุด” นายอธิษฐ์ กล่าว
นายอธิษฐ์ กล่าวอีกว่า รัฐต้องเข้ามาบริหารจัดการการจราจรทางน้ำ คือรัฐต้องเข้ามาควบคุมและกระจายเรือเป็นจุด เพราะในระยะยาวจะกระทบกับชุมชน เช่น ตลิงชัน ส่วนบริเวณแนวเขื่อนก็ต้องห้ามมีการรุกล้ำ ขณะที่บทบาทของชมรมจะดูความเดือดร้อนของชาวบ้านเป็นหลัก เป็นศูนย์กลางในเรื่องของการร้องทุกข์ จะรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น
ถ้ามีการขยายท่าเรือเพิ่มขึ้นปริมาณสินค้าก็จะเพิ่มขึ้นตามอย่างแน่นอน จาก 3 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนท่าเรือ 7-8 ท่าเรือ แต่ขณะนี้มีมากกว่า 24 ท่าเรือ ใน 3 ปีข้างหน้า คาดว่าปริมาณสินค้าใน จ.พระนครศรีอยุธยา มีมูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท เพราะจ.พระนครศรีอยุธยา จะมีหลายนิคมอุตสาหกรรม แต่ขณะนี้ตนมองว่าภาครัฐยังไม่ให้ความสำคัญกับขนส่งทางน้ำบริเวณนี้มากเท่าที่ควร
สินค้าที่ขนผ่านมาหลากหลาย เช่น ปุ๋ย ถ่านหิน ซึ่งจะมีการนำเข้ามาจากอินโดนีเซีย และพม่า ซึ่งมีโรงงานผลิตปูนซีเมนต์เป็นผู้ใช้หลักๆ ซึ่งโรงงานจะตั้งอยู่โซนอยุธยา ประมาณ 70-80% ฉะนั้นการขนส่งทางน้ำเกิดขึ้น 2 ทาง มีทั้งขาเข้าและขาออก เรือที่เข้าออกบริเวณนี้มีประมาณ 2,500 ลำ ซึ่งลำน้ำมีเส้นเดียวสวนไม่ได้ เพราะต้องมีเรือที่พักสินค้าด้วยการจราจรในขณะนี้เรือก็รู้วิถีทาง แต่เราต้องพัฒนาเชิงธุรกิจและควบคุมปัญหาให้ได้
“ธุรกิจของเอกชนที่นี่ที่จะเกิดขึ้นได้ ต้องเดินไปกับประชาชนพร้อมๆ กันทุกครั้งที่ทำงานเกี่ยวกับการขนถ่ายของเรือ เราต้องมีส่วนร่วมในการประชาพิจารณ์” นายอธิษฐ์ กล่าว
















Leave a comment :