
นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย หรือสภาผู้ส่งออกฯ ชี้ว่าการส่งออกของไทยในปี 2553 อาจก้าวไปไม่ถึง 19% เนื่องจากดัชนีการส่งออกไตรมาส 2/2553 โดยความร่วมมือระหว่างสภาผู้ส่งออกฯ และ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งครอบคลุม 25 กลุ่มอุตสาหกรรม ระบุว่ายังมีปัญหาระดับมหภาคจำนวนมากที่เป็นอุปสรรค อาทิ อัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทที่แข็งค่ามากกว่าค่าเงินดองของเวียดนามถึง 20% ตั้งแต่ต้นปี 2009 เป็นต้นมา ซึ่งทำให้ไทยเสียเปรียบในด้านของราคาและสูญเสียคำสั่งซื้อไปเป็นจำนวนมาก
ปัญหาแรงงานขาดแคลน ซึ่งภาครัฐยังไม่เข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริงจึงยังคงนโยบายที่จะสนับสนุนให้คนไทยมีงานทำ แต่ความเป็นจริงสถานการณ์ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมากจากในอดีต ทำให้เป็นปัญหาโดยตรงต่อสถานประกอบการ ซึ่งในทางที่ถูกแล้ว ภาครัฐจำเป็นต้องเข้าใจว่านายจ้างในปัจจุบันมีการจ่ายค่าแรงที่สูงกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำอยู่ค่อนข้างมาก แต่แรงงานไทยในปัจจุบันค่อนข้างเลือกงาน หรือมีความต้องการเงินเดือนในอัตราที่สูงเกินจริง ทำให้นายจ้างไม่สามารถจะจ่ายได้ ในขณะที่แรงงานที่ต้องการจะทำงานในอัตราที่เหมาะสมกับลักษณะงาน ภาครัฐก็ควรจะมีการรวบรวมรายชื่อ เพื่อเป็นข้อมูลให้กับภาคเอกชนได้ไปติดต่อโดยตรง
ปัญหาด้านค่าระวางที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากระวางเรือแน่นและตู้คอนเทนเนอร์ไม่เพียงพอ โดยถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมีการพัฒนาอุตสาหกรรมการสร้างและซ่อมตู้คอนเทนเนอร์ภายในประเทศ เพื่อทำให้สายเรือสามารถนำเข้าตู้เข้าในประเทศไทยโดยมีต้นทุนที่ต่ำลง และมีตู้หมุนเวียนเพื่อการส่งออกมากขึ้น
และท้ายที่สุดคือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ในประเทศคู่ค้าหลักของไทยอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ที่อาจเป็นปัญหาสำคัญต่อการส่งออก โดยเฉพาะในด้านของราคาสินค้า ซึ่งดัชนีการส่งออกในด้านของราคาระบุมีสินค้าหลายรายการที่แม้ว่าจะสามารถส่งออกได้มากขึ้น แต่ราคาขายต่อหน่วยกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง อาทิ กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง เครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ เครื่องหนัง รองเท้าและกระเป๋า เครื่องครัวและเครื่องใช้ในครัวเรือน และเหล็ก เป็นต้น

















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.