นายสุวัฒน์ อัศวทองกุล ประธานสมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพหรือบีเอสเอเอ กล่าวในงานเสวนา"ทิศทางธุรกิจการค้าระหว่างประเทศกับบทบาทการท่าเรือฯ" วานนี้(6มิ.ย.) ว่า ท่าเรือแหลมฉบังควรมีบทบาทเป็นท่าเรือเพื่อรองรับการนำเข้าและส่งออกสินค้าของไทย เพราะไม่สามารถเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าของภูมิภาคอินโดจีน หรือเป็นศูนย์กลางการถ่ายลำเช่นท่าเรือสิงคโปร์ได้ โดยอุปสรรคสำคัญคือทำเลที่ตั้งของท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งอยู่ในอ่าวไทย ไม่ได้ติดเส้นทางเดินเรือหลัก ดังนั้น การมาขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง ต้องใช้เวลาประมาณ 2 วัน
“ท่าเรือแหลมฉบังต่างจากท่าเรือน้ำลึกประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์ อีกทั้งท่าเรือเวียดนาม รองรับเรือสินค้าขนาด 13,000 ทีอียูได้แล้ว ขณะที่ปริมาณสินค้าเวียดนามเพิ่มขึ้น เพราะค่าแรงถูก จึงดึงดูดเรือแม่ซึ่งขนสินค้าไปยุโรปและสหรัฐให้เข้าไปใช้บริการ ขณะที่ท่าเรือแหลมฉบังรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่สุดได้เพียง6,000-7,000 ทีอียูเท่านั้น ไทยจึงต้องตื่นจากฝันที่จะเป็นฮับได้แล้ว และหันมาส่งเสริมการขนส่งสินค้าเข้า-ออกของประเทศให้ดีที่สุด เพราะปริมาณสินค้านำเข้าและส่งออกของไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง"นายสุวัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ การท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.) ควรเพิ่มความยาวหน้าท่า ในการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 เพื่อรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ จากปัจจุบันที่อนุญาตให้เทียบท่าเฉพาะเรือที่มีความยาวไม่เกิน 300 เมตร เพราะแนวโน้มของเรือสินค้าจะมีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อลดต้นทุนของบริษัทเรือ และควรสร้างความชัดเจนว่าในอนาคตท่าเรือกรุงเทพจะมีบทบาทอย่างไร จะจำกัดปริมาณขนส่งสินค้าที่ปีละ 1.34 ล้านทีอียูเช่นในปัจจุบัน หรือจะเพิ่มปริมาณตู้สินค้า หรือจะหยุดให้บริการท่าเรือกรุงเทพ
ส่วนการก่อสร้างท่าเรือฝั่งอันดามัน เพื่อเชื่อมการขนส่งมายังอ่าวไทย หรือLAND BRIDGE ไม่น่าจะคุ้มค่าการลงทุน เพราะบริษัทเรือจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จากการขนถ่ายสินค้าจากท่าเรือฝั่งอันดามันมายังรถไฟ เพื่อขนถ่ายลงเรืออีกครั้งที่ฝั่งอ่าวไทย ซึ่งค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นตู้ละประมาณ 1 หมื่นบาท และบริษัทเรือต้องผลักภาระนี้ไปยังเจ้าของสินค้า ขณะที่การขนถ่ายสินค้าจะใช้เวลาประมาณ 2 วัน ซึ่งเท่ากับเวลาที่เดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา เมื่อต้นทุนเพิ่มขึ้นแต่เวลาการขนส่งไม่ลดลง จึงไม่น่ามีผู้ใช้บริการ ส่งผลให้โครงการLAND BRIDGE ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร ทั้งที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก
นายสุวัฒน์ ยังกล่าวถึงการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)ว่า ความต้องการเรือสินค้าขนาด 1,000 ทีอียู เพื่อขนส่งสินค้าในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาครัฐต้องเร่งปรับปรุงกฏระเบียบที่เป็นอุปสรรค เพื่อดึงดูดต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในไทย เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตสินค้าส่งออกประเทศในอาเซียน
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.