Switch to: uk
24 May 2012 06:50AM

โลจิสติกส์กระทุ้งรัฐบาลใหม่เร่งสางปัญหา

11 Jul 11 ,  bangkokbiznews
  • 0

"ท่าเรือคลองเตย" ผู้ประกอบการ ผวาเซอร์ชาร์จพุ่ง 25% หวั่นเสียโอกาส "เอเชียบูม"

ผู้ประกอบการ โลจิสติกส์ กระทุ้งรัฐบาลใหม่สางปัญหา  สะท้อน 5 ปัญหาท่าเรือคลองเตย  ขนถ่ายล่าช้า ลูกค้าโอดลุกลามต้นทุน หลังถูกเรียกเซอร์ชารจ์พุ่ง 25%  หวั่นไทยเสียประโยชน์สวนทางเศรษฐกิจเอเชียกำลังบูม

นายวิรัช นอบน้อมธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็คคู่ ไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทั้งทางทะเลและอากาศ สะท้อนปัญหาการดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการทั้งระบบ ทั้งลูกค้า ผู้นำเข้า และส่งออกสินค้าทางทะเล อันเกิดจากปัญหาของท่าเรืคลองเตยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ว่า ผลจากปัญหาการบริหารท่าเรือคลองเตยซึ่งเป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าที่สำคัญของกรุงเทพ ไม่สามารถให้บริการได้เต็มที่

 

โดยขณะนี้ท่าเรือที่เปิดให้บริการ 7 ท่า สามารถให้บริการได้เพียง 5 ท่าเนื่องจาก เครน ชำรุด และการปิดซ่อมท่าเรือซึ่งเป็นการปิดสลับนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนส่งที่ใช้บริการเป็นอย่างมาก โดยได้รวบรวมออกเป็น 5 ปัญหาหลักคือ 1.ท่าเรือที่ขาดการพัฒนาและปรับปรุงให้อยู่ในสภาพที่ดี 2.เครนขนถ่ายสินค้าเสีย และการปิดซ่อมท่าขนส่ง มานานมาก เป็นอุปสรรค์ต่อการขนถ่ายสินค้า โดยเรือแต่ละลำต้องใช้เวลามากขึ้นในการขนถ่าย ส่งผลให้ผู้ประกอบการเรือขอปรับเซอร์ชาร์จขึ้นแล้วกว่า 25%

 

"ค่าเซอร์ชาร์จดังกล่าวกลายเป็นต้นทุนของเจ้าของสินค้า และยังมีแนวโน้มว่าค่าเซอร์ชาร์จจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจถึง 75-100 เหรียญ  และท่าเรือยังมีข้อจำกัดขนถ่ายสินค้าได้เฉพาะเรือขนาดเล็กเท่านั้น" นายวิรัช กล่าว

 

ทั้งนี้แม้ในช่วงก่อนหน้านั้น ทางสมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพ จะได้ทำหนังสือไปยังผู้อำนวยการเรือมาแล้วเมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา เรื่องความแออัดในท่าเรือกรุงเทพ แต่จนบัดนี้ปัญหาก็ยังไม่หมดไป ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ประกอบการได้ใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการย้ายการขนส่งสินค้าไปที่แหลมฉบัง พร้อมกับเพิ่มบริการด้านคลังสินค้าที่ลาดกระบัง แต่ผู้ประกอบการก็ยังต้องการใช้ท่าเรือคลองเตยเป็นพอร์ตหลักเพราะประหยัดต้นทุนกว่าการใช้บริการที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพราะไม่ต้องเพิ่มต้นทุนการขนส่งสินค้าจากแหลมฉบังมายังคลังสินค้าที่ลาดกระบัง

 

"ตลาดในเอเชียกำลังบูม และประเทศไทยก็เป็นศูนย์กลางด้านการลงทุน การค้า ทั้งนำเข้าและส่งออก จึงอยากให้รัฐบาลใหม่เข้ามาดูแล โดยเฉพาะการบริหารจัดการท่าเรือคลองเตยให้มีประสิทธิภาพ และต้องการเห็นความชัดเจนเรื่องแผนปฎิบัติการของท่าเรือ ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยมีข่าวแผนการขยายต่อมาก็มีข่าวไม่ขยาย ซึ่งความไม่แน่นอนตรงนี้ทำให้นักธุรกิจในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ จะทำให้แผนการลงทุนไม่มีประสิทธิภาพ"

 เปิดแผนบริหารจัดการ "โลจิสติกส์ขาขึ้น"

 

กลยุทธ์ธุรกิจและแผนบริหารจัดการที่ เอ็กคู่ ไลน์ (ประเทศไทย) ปรับใช้ในขณะนี้ คือการพุ่งเป้าสู่ลูกค้าในเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่น ที่เตรียมวางไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาคเอเชีย จากเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง พอร์ตการขนส่งสินค้าที่เคยหนาแน่นในเส้นทางยุโรปและอเมริกา ถดถอยลง แต่กลับมาบูมในเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภค กลุ่มวัตถุดิบ สินค้าอุตสาหกรรม ที่หลั่งไหลเข้าสู่เอเชีย ทำให้บริษัทปรับแผนทันที เริ่มจากการเพิ่มการบริการการขนสินค้าทั้งทางเรือและทางอาการด้วยบริการจัดส่งสินค้าแบบไม่เต็มตู้ ซึ่งมีการเติบโตเพิ่มขึ้นทั้งนำเข้าและส่งออกถึง 35% ในช่วงที่ผ่านมา นอกจากเพิ่มลูกค้ากลุ่มญี่ปุ่น

 

กลยุทธ์นี้เพิ่งเริ่มเมื่อเดือนที่ผ่านมา เป็นการปรับตามข้อมูลตัวเลขลูกค้าที่เพิ่มขึ้นซึ่งมาจากเอเชีย และจากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้จัดให้ตลาดในภูมิภาคเอเชียเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 1 คิดเป็นมูลค่าส่งออกในเดือน ม.ค.-เม.ย. 2554 1,340,185 ล้านบาท หรือคิดเป็น 59.6% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด

 

นอกจากนี้ยังมีแผนความร่วมมือกับพันธมิตรญี่ปุ่น คือ ซางาว่า เอ็กซ์เพรส ไทย คอนเทนเนอร์ ดิสทริบิวชั่น จำกัด เปิดศูนย์ตรวจรับสินค้าส่งออกเพื่อกระจายสินค้าสู่ท่าเรือคลองเตยและแหลมฉบัง พร้อมเพิ่มพื้นที่ศูนย์ส่งสินค้าที่ลาดกระบัง สำหรับส่งออกไปยังตลาด ฮ่องกง มาเลเซีย เพิ่มขึ้นจากเดิม โตเกียว โอซาก้า โกเบ โอโกฮาม่า มะนิลา ดูไบ และเซียงไฮ้ เพื่อแก้ปัญหาความแออัดที่ท่าเรือคลองเตย  

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.