สรุปว่า ในปี 2553 ไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 35 ลดลงมาจากอันดับที่ 31 ในปี 2550 ซึ่งในภูมิภาคยังเป็นรองสิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง จีน และมาเลเซีย แต่ดีกว่าฟิลิปปินส์ อินเดีย และเวียดนาม ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ (สศช.) นำเสนอ พร้อมรายงานประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ 3 เรื่องหลัก คือ 1. การพัฒนาระบบสารสนเทศของหน่วยงานออกใบรับรองและใบอนุญาต เพื่อเชื่อมโยงกับศูนย์กลางระบบ National Single Window (NSW) 2. การผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งเพื่อการประหยัดพลังงาน รวมทั้งการผลักดันร่างกฎหมายเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามความตกลงการขนส่งข้ามพรมแดน และ 3. การผลิตและการพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์
นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า เบื้องต้นที่ประชุมได้มอบหมายให้ สศช. กลับไปพิจารณากำหนดตัวชี้วัดและระยะเวลาดำเนินการที่ชัดเจน โดยอาจนำตัวชี้วัดของธนาคารโลก เช่น ระยะเวลาการส่งออกและนำเข้า และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เนื่องจากเห็นว่า ปัจจุบันระบบการขนส่งสินค้าของไทย มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นแล้ว จากเดิม 20 วัน มาเป็น 14 วัน โดยให้จำแนกตามลักษณะของแต่ละประเภทสินค้าและภาคการผลิต เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมได้ นอกจากนี้ ยังได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 3 ชุด เพื่อบูรณาการการขับเคลื่อนงานด้านโลจิสติกส์ คือ 1.คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ อุตสาหกรรม มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน 2. คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน และ 3. คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลแบบบูรณาการสำหรับการนำเข้า การส่งออก และโลจิสติกส์ มีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน
นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ไปประสานงานกับทางการพม่า ในการที่ไทยจะให้การสนับสนุนการพัฒนาโครงการท่าเรือ ทวาย เพื่อผลักดันให้ท่าเรือน้ำลึกแห่งนี้ เป็นศูนย์กลางในการขนส่งของภูมิภาคนี้ และมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม ศึกษารายละเอียดการพัฒนาถนน ระยะทางรวมกว่า 180-190 กิโลเมตร จากจังหวัดกาญจนบุรี ที่จะเชื่อมต่อเข้าไปยังท่าเรือทวาย เพื่อให้ไทยสามารถใช้ประโยชน์จากท่าเรือน้ำลึกแหล่งนี้
“ที่ประชุมเห็นว่า การที่ไทยจะเข้าไปสนับสนุนพม่าในการก่อสร้างท่าเรือทวาย ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเชื่อว่าหลังจากที่พม่าได้ลงทุนก่อสร้างโครงการฯ นี้ โดยผ่านการสนับสนุนจากจีน พม่าก็ต้องการที่จะให้การใช้ประโยชน์จากท่าเรือแห่งนี้ เชื่อมการค้าขายกับชายฝั่งทะเลตะวันตก และตะวันออกด้วย การที่ไทยเข้าไปสนับสนุน จะทำให้ไทยได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเส้นทางทั้งหมด” นายพุทธิพงษ์ กล่าว และว่า ส่วนโครงการท่าเรือปากบารา จ.สตูล และโครงการแลนด์บริดจ์ ก็เห็นควรให้มีการศึกษาความเหมาะสมต่อไป โดยอาจจะสนับสนุนให้เป็นท่าเรือน้ำลึกขนาดกลาง เพื่อรองรับเรือขนส่งสินค้าขนาดกลางและขนาดเล็ก เนื่องจากสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมที่จะจัดทำเป็นท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ และมีปัญหาร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ด้วย
นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ที่ประชุมยังมีมติมอบหมายให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ดูแลรายละเอียดการจัดทำระบบกฎหมายเพื่อกำกับดูแลการการส่งออกนำเข้าสินค้า และโลจิสติกส์ ที่มีกฎหมายเกี่ยวข้องมากกว่า 60 ฉบับ ข้อกำหนดกฎหมายบางฉบับขัดแย้งกัน จึงควรจัดทำกฎหมายขึ้นมาใหม่ โดยให้เวลาประมาณ 2 เดือน
















Leave a comment :